วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มีโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เมื่อไรจะปฏิรูปเรื่องคน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยมีการระบุรายละเอียดของโครงการไว้แนบท้ายร่างพระราชบัญญัติ อีกทั้งมีการวางแผนใช้หนี้อย่างละเอียด ซึ่งจะมีการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีรวม 50 ปี นอกจากนี้ ยังประเมินผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศมหาศาล ภายใต้โครงการดังกล่าวหากดำเนินการตามแผนที่ตั้งไว้ แม้จะมีการตั้งข้อสงสัยว่ายังเป็นโครงการที่ยังต้องใช้เวลา

รัฐบาลประเมินว่าโครงการดังกล่าว จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตั้งแต่ปี 2556-2563 ปีละ 1% มีการจ้างงานจากการลงทุน 5 แสนตำแหน่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1% ของ จีดีพี และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.16% ส่วนผลกระทบต่อหนี้สาธารณะตามที่วิตกกังวล รัฐบาลประเมินว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะไม่เพิ่มมากกว่า 50% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่เกิดจากด้านคมนาคมนั้น หากดำเนินโครงการตามแผน ย่อมเป็นประโยชน์อย่างไม่ต้องสงสัย

อันที่จริง หากประเมินโครงการนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะที่ผ่านมา โครงการด้านคมนาคมทำกันค่อนข้างล่าช้า และติดเรื่องงบประมาณ ดังนั้น ต้องขอชื่นชมการผลักดันของรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีรัฐบาลไหนทำมาก่อน ในการวางแผนก่อสร้างทั้งหมดพร้อมกันทั่วประเทศ ยิ่งกว่านั้น การเมืองไทยไม่สามารถดำเนินการโครงการลักษณะนี้ได้ หากไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่แท้จริง ซึ่งกรณีนี้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สามารถทำได้อย่างราบรื่น

อย่างไรก็ตาม ในแง่ทางการเมืองนั้น จะเห็นได้ว่าโครงการนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะในพรรครัฐบาลที่ไม่มีเสียงคัดค้านใดๆ ออกมา มีเพียงแต่ฝ่ายค้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกเท่านั้น ที่มีความเป็นห่วงในประเด็นต่างๆ เช่น การใช้เงิน การทุจริต ความไม่เหมาะสมของโครงการ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่ความกังวลดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังจากรัฐบาลเองเท่านั้น และหากโครงการดังกล่าวไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์ไว้ รัฐบาลต้องมีเหตุผลในการอธิบายและต้องพิจารณาความรับผิดชอบบางด้าน

ดังนั้น การผลักดันอภิมหาโครงการของรัฐบาลขณะนี้ ดูเหมือนว่าต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ก่อนที่จะประกาศเป็นกฎหมายและกำหนดระยะเวลาว่าต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2563 นั่นหมายถึงว่า อีก 7 ปีจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น และยังเป็นเรื่องท้าทายสำหรับการเมืองไทย ซึ่งยังไม่มีอะไรรับประกันว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว จะเกิดความต่อเนื่องด้านนโยบายหรือไม่ แม้ว่าตามกฎหมายจะมีวงเงินงบประมาณรองรับอยู่แล้ว และเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นกันเป็นปกติในการเมืองไทย

เราสนับสนุนโครงการ หากสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ตามแผนและผลออกมาตามเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ออกมารับประกันเรื่องการตรวจสอบและความโปร่งใสด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่น่าสนับสนุนอย่างมาก แต่ที่เราอยากเห็นอีกหนึ่งนโยบาย คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐาน เราอยากเห็นรัฐบาลรื้อใหญ่ทั้งหมด เหมือนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และเชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งให้ศักยภาพของไทยเปล่งประกายอย่างเต็มศักยภาพที่แท้จริง