ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ พรรค National League for Democracy (NLD) หรือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย
จะเลือก ออง ซาน ซูจี กลับมาเป็นหัวหน้าอีกรอบหนึ่ง หลังการประชุมครั้งใหญ่ของพรรค ที่ทำตัวเป็นฝ่ายค้านต่อต้านเผด็จการทหารมาหลายสิบปี
แต่เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งว่า ออง ซาน ซูจี จะ “ปฏิวัติ” พรรคของเธอเอง ให้ตรงกับความคาดหวังของคนพม่าและประชาชนคนทั้งโลก ที่เชียร์เธอมาตลอดในการต่อสู้เพื่อทำลายอำนาจรวมศูนย์ของทหาร ได้อย่างไร
ปัญหาใหญ่ของพรรคนี้ คือ คนแก่ที่ทำงานกับเธอมายาวนานยังอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ รอบๆ เธอ และยังไม่ยอมเปิดทางให้ “เลือดใหม่” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้คึกคัก เพื่อให้ทันกับความต้องการของประชาชน
ข่าวคราวเรื่องความ "ไม่ลงรอยกัน" ในระดับสูงของพรรค ก็เริ่มระแคะระคายออกมาจากหลายฝ่าย และประสบการณ์ของคนอาวุโสในพรรคนี้ต่อการเมืองยุคใหม่ หรือความเข้าใจความสลับซับซ้อนของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมยุคดิจิทัล ก็มีจำกัด
ขณะที่ พม่ากำลังต้องก้าวกระโดดข้ามไปสู่การปรับเปลี่ยนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เกือบจะทุกด้าน
การเป็นกลุ่มการเมืองต่อต้านเผด็จการ อย่าง NLD นั้น ย่อมมีความแตกต่างกับการเป็นพรรคการเมืองที่เตรียมจะเข้าบริหารประเทศ หากได้ชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2015 หรือเพียงสองปีเศษๆ จากนี้ไป
ปีนี้ ออง ซาน ซูจี อายุ 67 ปีแล้ว เสียงเรียกร้องของเธอในระหว่างการประชุมใหญ่ หรือ ที่เรียกว่า party congress ครั้งแรกของพรรคเธอ ให้มี “ความสมัครสมานสามัคคี” เพื่อแบกรับภารกิจอันหนักหน่วงของประเทศชาตินั้น สะท้อนว่าเธอก็รู้ว่าลึกๆ แล้ว พรรค NLD ยังมีปัญหาภายในอีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข หากจะเตรียมทำงานใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าอย่างจริงจัง
เธอใช้คำว่า “spirit of fraternity” เพื่อให้ลูกพรรคได้ตระหนักในความสำคัญของการที่จะเรียกคืน “จิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ” กลับมาสู่พรรค ซึ่งทำให้ตีความได้ว่า เธอต้องการให้ยุติการต่อสู้ดิ้นรนแย่งตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค อย่างที่เป็นข่าวเป็นคราวหลุดออกมา
แน่นอนว่า เมื่อพรรคอยู่มายาวนานเพียงนี้ และผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดนี้ ก็ย่อมจะต้องมีปัญหาเรื่องตัวบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอก็รู้ดีว่าหากจะทำงานใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าอย่างได้ประสิทธิภาพ และไม่ทำให้ประชาชนคนพม่าผิดหวังแล้ว พรรค NLD จะไม่เพียงแค่เป็นกลุ่มการเมืองที่มีประวัติดีเท่านั้น หากแต่จะต้องมีแผนงาน และตัวบุคคลที่มีความสามารถรุ่นใหม่มาแสดงความพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักอีกด้วย
เพราะว่าระบบเผด็จการทหารหลายสิบปี ทำให้เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และสาธารณสุขของประเทศ มีอันต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ ที่ไม่เพียงแต่จะต้องแก้ไขเท่านั้น หากแต่ในหลายกรณียังจะต้องมีการ “ปฏิวัติ” ครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึงการไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์เดิม และต้องมีทิศทางการแก้ปัญหาใหม่ที่ประชาชนยอมรับและพร้อมจะสนับสนุนด้วย
สร้างบ้านใหม่ว่ายากแล้ว การต้องรื้อบ้านเก่าเพื่อสร้างใหม่ทั้งหลัง ยากยิ่งกว่าหลายเท่า
คนที่อยู่รอบๆ ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ในฐานะหัวหน้าพรรค Union Solidarity and Development Party (USDP) วันนี้ จำนวนไม่น้อย เป็นคนที่ตกทอดมาจากอำนาจเก่า จึงยังมี "กรอบความคิด" และ "วิธีปฏิบัติ" แบบเก่า แม้จะสำนึกว่าจะต้องก้าวพ้นจากระบบ "รวมศูนย์" แบบเก่าก็ตาม แต่แม้จะมีความหวังดี พร้อมจะปรับเปลี่ยน แต่ก็ขาดประสบการณ์และการเรียนรู้เพียงพอที่จะเดินทางแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
ส่วนคนของ ออง ซาน ซูจี นั้น มีประวัติการทำงานด้านประชาธิปไตยมาตลอดก็จริง แต่ก็ไม่เคยมีการลงมือแก้ไขปัญหาระดับชาติ อีกทั้งยังไม่มีการเตรียมโครงสร้างของบุคลากรใหม่ๆ เพื่อสร้างสังคมที่ต้องแก้ความฉ้อฉลเก่า และสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ทันกับความต้องการของตนและของโลก
ออง ซาน ซูจี เขียนในหนังสือรายสัปดาห์ของพรรค ที่ชื่อ D-Wave ว่า เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกลและท้าทาย “เราจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคด้วยเลือดใหม่ และต้องเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง”
ผมไม่สงสัยว่า พรรค NLD ยังเป็นที่นิยมของประชาชนคนพม่า ดูจากการเลือกตั้งซ่อมเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็เห็นกระแสความนิยมชัดเจน อีกทั้งสมาชิกของพรรคทั่วประเทศ ก็มีมากถึง 1.2 ล้านคน และในการประชุมใหญ่ของพรรคครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการเลือกตัวแทนสมาชิก 894 คน เป็นแกนสำคัญในการผลักดันทิศทางของพรรค
แต่ด้วยเวลาที่จำกัดและวิธีคิดดั้งเดิมในพรรคเก่า ที่เคยแต่เพียง “ต่อต้าน” แต่ขาดประสบการณ์ “บริหาร” ระดับชาติ พรรค NLD ของ ออง ซาน ซูจี จึงต้องพิสูจน์ตัวเองในหลายมิติพร้อมๆ กัน









