วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ... (ตอนที่ 6)

ขั้นตอนการกำกับดูแลและติดตามผล เดิมอยู่ในหมวด 4 ของ พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ พ.ศ. 2535 ตั้งแต่มาตรา 22 ถึงมาตรา 24

ส่วนในร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ..... ที่คาดว่าจะประกาศใช้แทนพ.ร.บ. ร่วมการงานฯ เร็วๆ นี้ ขั้นตอนการกำกับดูแลและติดตามผลจะอยู่ในหมวด 6 มาตรา 43 ถึงมาตรา 46 โดยมีการเพิ่มบทบัญญัติใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งมาตรา

สำหรับความเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญตามกฎหมายฉบับใหม่ หลักๆ แล้วก็เห็นจะเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้มีขึ้นและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการค่ะ

เดิมตาม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ในขั้นกำกับดูแลและติดตามผลนั้น กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการประสานงาน" (หรือคณะกรรมการมาตรา 22) ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการ (เช่น กรมทางหลวง กรมชลประทาน) เป็นประธาน แต่ตามร่างกฎหมายฉบับใหม่นั้น คณะกรรมการที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผลจะมีชื่อใหม่เรียกว่า "คณะกรรมการกำกับดูแล" ซึ่งมีชื่อเรียกตรงตัวและตรงกับบทบาทหน้าที่มากยิ่งขึ้น โดย "คณะกรรมการกำกับดูแล" นั้น จะต้องได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด (ไม่ใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการอีกต่อไป) และ จะไม่มีผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นประธานเช่นเดิม แต่จะมี "ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัด" ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงเจ้าสังกัดและมีตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและมิใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นประธานกรรมการ ซึ่งเมื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้วจะเห็นว่า เป็นการกำหนดให้หน่วยงานที่มีระดับสูงขึ้น ซึ่งก็คือหน่วยงานในระดับกระทรวง ไม่ใช่ระดับกรมหรือเทียบเท่าเช่นเดิม เป็นผู้ที่รับหน้าที่หลักในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินโครงการ นอกจากนี้ "คณะกรรมการกำกับดูแล" ยังจะมีองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากเดิมด้วย โดยจะมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังและผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นคณะกรรมการ ส่วนผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการจะรับหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกำกับดูแล ตามร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ..... จะมีอำนาจหน้าที่กว้างขวางกว่าคณะกรรมการประสานงานเดิม โดยนอกจากจะมีหน้าที่ติดตามกำกับดูแลโครงการให้มีการดำเนินงานตามที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุนและรายงานผลการดำเนินงาน ความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางการแก้ไขต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อทราบ (ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ) แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการต่อหน่วยงานเจ้าของโครงการ เรียกหน่วยงานเจ้าของโครงการหรือเอกชนคู่สัญญาเข้าชี้แจงหรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามหมวด 7 อีกด้วย (ร่างมาตรา 44) ซึ่งอำนาจหน้าที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมสามข้อนี้ เป็นการทำให้ขั้นตอนในการกำกับดูแลและติดตามผลเป็นไปอย่างมีระบบและชัดเจนขึ้น โดยผู้เขียนเข้าใจว่าในชั้นแรกหากเกิดปัญหาในการดำเนินโครงการขึ้น การเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาและการจัดทำแผนในการแก้ไขปัญหาจะกระทำขึ้นโดยมีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานเจ้าของโครงการก่อน แล้วค่อยมีการรายงานปัญหาและแนวทางการแก้ไขต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดต่อไป มิใช่รายงานต่อรัฐมนตรีโดยตรงเช่นเดิม

ในส่วนของระยะเวลากำกับดูแลและติดตามผลนั้น ร่างกฎหมายใหม่กำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินการ ความคืบหน้าและปัญหาต่างๆ อย่างน้อยหกเดือนต่อหนึ่งครั้งเช่นเดิม

ในส่วนของการแก้ไขสัญญาและการทำสัญญาใหม่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นใหม่ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้ อยู่ในหมวด 7 มาตรา 47 และมาตรา 48 และเนื่องจากว่ามาตรา 47 เป็นบทบัญญัติที่สำคัญซึ่งเป็นการปรับปรุงพ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ในส่วนที่เคยประสบปัญหาอย่างมาก ผู้เขียนขอยกทั้งมาตรามาให้ผู้อ่านได้พิจารณากันนะคะ

ร่างมาตรา 47 บัญญัติว่า "ในกรณีต้องมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอเหตุผลและความจำเป็นในการขอแก้ไขต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการกำกับดูแลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ ให้คณะกรรมการกำกับดูแลพิจารณาแล้วแจ้งต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อทราบต่อไป

ในกรณีที่คณะกรรมการกำกับดูแลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอประเด็นที่ขอแก้ไข ผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนและรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการกำกับดูแลพิจารณาด้วย และถ้าคณะกรรมการกำกับดูแลเห็นด้วยกับการแก้ไข ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ก่อนส่งความเห็นของคณะกรรมการกำกับดูแลพร้อมทั้งร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับใหม่ที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาแล้วไปยังรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

ให้คณะกรรมการประกาศกำหนดลักษณะการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ

หน่วยงานเจ้าของโครงการอาจว่าจ้างที่ปรึกษาซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเพื่อให้คำปรึกษาในการพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนได้"

จากมาตราดังกล่าวจะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่ได้กำหนดขั้นตอนในการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนไว้ค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นอยู่ว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญซึ่งจะต้องรอให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐประกาศกำหนดต่อไป พบกันใหม่ในคราวหน้าค่ะ


บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่