พัฒนาการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของพม่ายังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก
ตลอดจนองค์กรและประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม พม่ายังคงประสบกับอุปสรรคจำนวนมาก โดยในห้วงไม่กี่เดือนมานี้ ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่และปัญหาการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังคะฉิ่นอิสระ (Kachin Independence Army - KIA) กำลังเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ ปัญหาเรื้อรังทั้งสองเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นที่รัฐบาลเนปิดอว์พยายามที่จะไม่กล่าวถึง เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ หรือ ความไม่ไว้วางใจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ การปิดบังหรือละเลยปัญหาอาจบ่อนทำลายประเทศนี้ในระยะยาว และทำให้การผลักดันสันติภาพและประชาธิปไตยประสบภาวะชะงักงัน
นอกเหนือจากการทยอยปล่อยนักโทษการเมืองอย่างต่อเนื่องแล้ว รัฐบาลเต็งเส่ง ยังขยายเสรีภาพแก่ประชาชนด้วยการยกเลิกข้อห้ามชุมนุมเกิน 5 คนซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2523 ทั้งยังสร้างความปรองดองกับพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยการแต่งตั้ง นายตินฉ่วย สมาชิกวุฒิสภาจากพรรค National Democratic Force เป็น รมช.การโรงแรมและท่องเที่ยว ท่าทีถ้อยอาศัยกับฝ่ายค้านทำให้ไม่ปรากฏความขัดแย้งกับฝ่ายค้านในช่วงนี้ นางซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ถึงขั้นประกาศขอเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ด้วย บรรยากาศปรองดองทางการเมืองทำให้พม่ามีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่องค์กรระหว่างประเทศและประเทศนักลงทุน การยกหนี้และให้เงินกู้รอบใหม่ของประเทศหรือองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำของโลกเป็นตัวอย่างอันดีในประเด็นนี้
ปัญหาชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ถูกต่อต้านจากชาวพุทธ กลายเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนักตั้งแต่ ตุลาคม 2555 ที่ความไม่สงบรอบใหม่ในรัฐยะไข่รุนแรงขึ้น ไม่เพียงแต่มี Boat People อพยพออกจากพม่ามาทางทะเลจำนวนมาก จนกลายเป็นปัญหาของไทยและมาเลเซีย ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปัญหานี้ถูกยกระดับโลกกลุ่มองค์การมุสลิมโลกและองค์การสิทธิมนุษยชนต่างๆ กล่าวประณามพม่าในการไม่ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร เช่น รัฐไม่ให้สัญชาติพม่าแก่หรือเจ้าหน้าที่รัฐทารุณกรรมต่อชาวโรฮิงญา ทั้งนี้กระแสเกลียดชังคนเหล่านี้ในหมู่คนสัญชาติพม่ารุนแรงมาก จนทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านของ รวมทั้งนางซูจี ไม่กล้าแสดงท่าทีต่อต้านกระแสสังคม
แม้ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยของพม่าจะดำรงสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ แต่ปัญหาขัดแย้งกับกองกำลังคะฉิ่นอิสระรุนแรง จนถึงขั้นสู้รบกันขึ้นตั้งแต่ มิถุนายน 2554 เนื่องจากรัฐบาลกลาง ต้องการให้นักรบคะฉิ่นถอนตัวจากฐานที่มั่นใกล้โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่จีนมาลงทุนอยู่ แต่พวกนี้ไม่ยินยอม การสู้รบทำให้ชาวบ้านคะฉิ่นกว่า 100,000 คน ลี้ภัยไปอยู่ใกล้ชายแดนจีน สร้างความปวดหัวแก่รัฐบาลปักกิ่ง จึงกดดันให้รัฐบาลเต็งเส่งประกาศหยุดยิงแต่เพียงฝ่ายเดียวเมื่อ พฤศจิกายน 2555 แต่ สถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อคริสต์มาสที่ผ่านมา เมื่อกองทัพเมียนมาร์ใช้ ฮ. ทิ้งระเบิดโจมตีข้าศึก ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างหนัก จีนจึงอาสาเป็นเจ้าภาพให้ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายเจรจากันที่เมือง Ruili ของจีนเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2556 แม้ท่าทีทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทางบวก แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้
การนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาลพม่าน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากมีสัญญาณความร่วมมือจากต่างชาติ การแสดงออกที่จริงใจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลและท่าทีที่ผ่อนปรนต่อกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านและกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้โอกาสของความขัดแย้งทางการเมืองลดลง และมีความเป็นไปได้ว่าพม่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สภาพเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น สามารถปรับตัวเข้ากับประชาคมอาเซียนได้เป็นอย่างดี และปฏิบัติตามวิถีทางของประชาคมโลกได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการยุติความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาโรฮิงญาและกองกำลังคะฉิ่นอิสระอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของพม่า การไม่ใส่ใจในการแก้ปัญหาโรฮิงญาของทุกฝ่ายน่าจะเพิ่มความไม่พอใจแก่กลุ่มประเทศอิสลาม จนอาจเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งด้านศาสนาที่อาจกระทบต่อประเทศนับถือศาสนาพุทธอื่นด้วย และอาจทำให้กลุ่มก่อการร้ายเห็นพม่าเป็นเป้าหมายใหม่ ขณะเดียวกันกลุ่มสิทธิมนุษยชนจะได้ช่องอัดแรงกดดันต่อรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้จำกัดการติดต่อกับพม่า สำหรับการหยุดยิงกับ KIA ที่อาจเกิดขึ้นโดยการไกล่เกลี่ยของจีนนั้นอาจเป็นไปได้ แต่กลุ่มชาติพันธุ์จะยังคงไม่ไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลและกองทัพ ยิ่งตอนนี้ทหารพม่าเข้ามาตั้งฐานในเขตกันชนที่เคยประชิดกับไทย แล้วฮุบเค้กแถวนั้นซะเอง อนาคตอาจมีความขัดแย้งทั้งกับพวกกองกำลังชนกลุ่มน้อยหรือถ้าแย่กว่านั้นก็กับไทย
นอกจากนี้ การที่กองทัพตาดมาดอว์ มีอิสระในการโจมตีข้าศึก โดยไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งรัฐบาลนั้น เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐบาลกับกองทัพไม่อาจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกเหนือจากสัญญาณบ่งชี้อีกหลายอย่าง เช่น การแข่งอำนาจในพรรครัฐบาลของเต็งเส่งกับสุระ ฉ่วยมาน มีความเป็นไปได้ที่ความไม่ลงรอยนี้กว้างขึ้นในอนาคต









