วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แถลงนโยบายของประธานาธิบดีประจำปี 2013

ปาฐกถาของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า “State of the Union” คือการแถลงนโยบายของรัฐบาลประจำปี

ผู้นำของประเทศจะมาแถลงนโยบายที่จะทำภายในปีนั้น ๆ ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง โดยส่วนใหญ่ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าประธานาธิบดีจะต้องทำการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสเป็นระยะๆ ไม่ได้มีการกำหนดแน่นอนว่าจะต้องทำด้วยวิธีใด ผู้นำสหรัฐฯ ในอดีตบ้างแถลงต่อคองเกรสโดยใช้หนังสือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร บ้างแถลงผ่านสื่อวิทยุ จนกระทั่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 บรรดาผู้นำเริ่มเล็งเห็นความสำคัญที่นโยบายจะเข้าถึงสาธารณชนมากขึ้น จึงมีการออกอากาศถ้อยแถลงผ่านสื่อโทรทัศน์จนกลายเป็นธรรมเนียมถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกัน ในปี 2013 ปีแรกของรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาสมัยที่ 2 ได้มีการแถลงนโยบายต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถ้อยปราศรัยของบารัก โอบามายังคงเป็นไปอย่างเสนาะหู จับใจ ร้อยเรียงมาอย่างงดงาม และเปี่ยมไปด้วยความหวัง อย่างไรก็ดี แม้การใช้ภาษาในปาฐกถาของเขาจะเป็นไปอย่างหวือหวา ในส่วนของเนื้อหากลับราบรื่น นโยบายต่างๆ ที่ถูกแถลงมาไม่ได้สร้างความประหลาดใจ ทั้งในแง่บวกหรือแง่ลบ ทุกนโยบายล้วนเข้าใจได้

สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และพัฒนาสวัสดิการสำหรับชาวอเมริกัน เช่น การเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ขอให้รัฐสภาเลี่ยงการตัดงบประมาณ การพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เรื่องการประกันสุขภาพผู้สูงอายุ การผลิตและแหล่งผลิตพลังงานต่างๆ ฯลฯ เรียกได้ว่าการแถลงนโยบายครั้งนี้ประธานาธิบดีเน้นหนักไปที่นโยบายภายในมากกว่า กินเนื้อที่เกินกว่า 2 ใน 3 ของปาฐกถาของเขา

สำหรับนโยบายภายนอก หรือนโยบายต่างประเทศ ผู้นำสหรัฐฯ พูดแต่เพียงน้อยเท่านั้น โดยสรุปประเด็นสำคัญที่พูดถึงได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟริกา การถอนกำลังทหารในอัฟกานิสถาน การสนับสนุนประชาธิปไตย การต่อสู้กับการก่อการร้าย และการประกาศสนับสนุนหลักการไม่เผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์

ที่น่าสนใจคือประธานาธิบดีโอบามาถึงกับกล่าวประโยคเด็ดเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ว่า “บรรดาผู้นำของอิหร่านจะต้องตระหนักได้แล้วว่าขณะนี้เป็นเวลาที่จะดำเนินการแก้ปัญหาโดยใช้การทูต...และเราจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นที่จะป้องกันไม่ให้พวกเขาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” ("Likewise, the leaders of Iran must recognize that now is the time for a diplomatic solution, because a coalition stands united in demanding that they meet their obligations, and we will do what is necessary to prevent them from getting a nuclear weapon")

เห็นได้ว่า แม้โอบามาจะดำเนินนโยบายอ่อน เน้นประนีประนอมเพียงใดก็ตาม เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สหรัฐฯ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร การครอบครองนิวเคลียร์ของชาติอื่นๆ ถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ความมั่นคงของโลก สองประเทศที่มีท่าทีแข็งข้อต่ออเมริกา คือ อิหร่าน และเกาหลีเหนือ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เพ่งเล็งไปหา คงต้องคอยติดตามว่าสหรัฐฯ จะใช้ “วิธีการ” ใดในการเข้ามาจัดการความขัดแย้งครั้งนี้

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า ไม่ใช่ดูแค่ว่าประธานาธิบดีพูดอะไร แต่เป็นสิ่งที่น่าจะพูด แต่ไม่ได้พูดถึงแม้แต่น้อยมากกว่า

ในการแถลงนโยบายต่างประเทศประจำปีนี้ ประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือกล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศจีน (มีเพียงกล่าวถึงความสำเร็จในการสนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ โดยยกพม่าเข้ามาเป็นตัวอย่างเท่านั้น) ทั้งๆ ที่ปีก่อนๆ หน้านี้พึ่งเริ่มมีการรณรงค์ให้เกิด “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก”(Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement - TPP) ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบามา ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งหากข้อตกลงนี้บรรลุผล จะเป็นการเข้ามาแผ่ขยาย หรือแทรกแซงอำนาจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ อีกครั้งในอาเซียน

มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งออกให้ความเห็นว่า TPP จะเป็นเครื่องมือในแผนยุทธศาสตร์การคานอำนาจกับจีนของสหรัฐฯ ซ้ำยังอาจจะกลายเป็นอำนาจคุกคามที่น่ากลัวต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะภูมิภาคอาจจะจะกลายเป็น “เวที” หรือ “สนามรบ” ที่อเมริกาและจีนเข้ามาปะทะกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งงานนี้คนที่เจ็บตัวอาจจะกลายเป็นบรรดาชาติอาเซียนเสียเอง

สำหรับประเทศไทยยังอยู่บนทางสามแพร่งของการตัดสินใจ ว่าจะเข้าร่วมลงนามเป็นหนึ่งในสมาชิกข้อตกลงข้างต้นหรือไม่ ไทยยังคงชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสียที่จะได้รับจาก TPP นี้ เป็นภาวะที่ค่อนข้างกระอักกระอ่วน ทางแยกนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ยังเต็มไปด้วยขวากหนามเสียหมด นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าติดตามว่าสุดท้ายแล้วไทยจะตัดสินใจอย่างไร หากข้อตกลงดังกล่าวบรรลุผล

ในด้านของจีน ปาฐกถาดังกล่าวกล่าวถึงเพียงในเรื่องของความสำเร็จในตลาดแรงงานอุตสาหกรรม ที่บริษัทของสหรัฐอเมริกาสามารถ “แย่ง” ตำแหน่งงานกลับมาเป็นของตัวเองจากจีนได้ ตลอดสุนทรพจน์ที่มีความยาวถึง 1 ชั่วโมง มีการเอ่ยถึงประเทศจีนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นเพียงการยกตัวอย่าง มิได้เน้นย้ำหรือให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ในขณะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนค่อนข้างมีความตึงเครียดอยู่พอควร การที่โอบามาไม่ได้เน้นย้ำเรื่องจีนมากนักในถ้อยแถลงของเขา อาจจะเป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างสองชาติทุเลาลง หรือเปล่า?

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน มีมากเกินกว่าที่สหรัฐฯ จะมองข้ามได้ นอกจากการเคลื่อนไหวเพื่อ ข้อตกลง TPP แล้ว เมื่อปลายปี 2012 ที่ผ่านมา หลังจากบารัก โอบามา ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สองของเขา เขาก็ได้เดินทางมาเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมถึงในอาเซียน สำหรับในประเทศไทย ถือเป็นการเดินทางเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของโอบามาในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครั้งแรก

ดังนั้น การที่ผู้นำสหรัฐฯ มิได้กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคดังกล่าว ในแง่หนึ่งอาจจะหมายความว่ารอบปีนี้จะไม่มีนโยบายที่สำคัญๆ ต่อภูมิภาคนี้ แค่นั้น อย่างนั้นหรือ?

อย่างที่ว่าไว้ อาเซียนและจีนที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีความสำคัญเกินกว่าที่สหรัฐฯ จะมองข้ามไปได้ ความเงียบ การไม่พูด ของโอบามาครั้งนี้อาจจะมีวาระซ่อนเร้น หรือนัยสำคัญอะไรบางอย่าง

คงต้องดูกันต่อไป