ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอดีต รวมถึงว่าที่ผู้ว่าฯคนต่อไปมักจะพูดถึงการแก้ปัญหาขยะโดยการลดและแยกขยะเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ผิดหรอก
แถมเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ แต่ที่ผ่านมาผมมองเห็นเป็นการพูดตามกระแสและไม่ได้มีนัยในคำพูดนั้นๆ สักเท่าไรนัก นอกจากนี้ถึงเราจะลดจะแยกขยะให้ดีอย่างไร สุดท้ายมันก็ยังต้องมีขยะให้กำจัดอยู่ดี แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีกับขยะที่ไม่มีใครเอาแล้วเหล่านี้
ผมมีข้อเสนอครับ
ข้อแรก...ตอนนี้ กทม. เอาขยะของคน กทม. ไปฝัง (ไปทิ้งนั่นแหละ) ไว้ที่กำแพงแสนและที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าฯทั้งหลายเคยคิดบ้างไหมครับว่าสักวันคนในพื้นที่พวกนั้นเขาจะลุกขึ้นมา แล้วร้องตะโกนว่า‘ไม่เอาโว้ย พอแล้วโว้ย ของของเอ็งเอ็งต้องกำจัด ข้าไม่ปฏิเสธและเห็นด้วยว่าต้องทำ แต่เอ็งเอาไปทำที่อื่นที่ไม่ใช่หลังบ้านข้าได้ไหม’
ปรากฏการณ์แบบนี้ทางวงการสิ่งแวดล้อมเขาเรียกว่า นิมบี้ หรือ NIMBY ซึ่งย่อมาจาก Not In My Back Yard ซึ่งแปลว่า ไม่ใช่ที่หลังบ้านข้า คือ เอ็งจะทำอะไรก็ได้ จะสร้างโรงไฟฟ้า สร้างโรงงาน สร้างโรงบำบัดน้ำเสียชุมชน สร้างคอนโด ฯลฯ ก็ทำไปเหอะแต่อย่ามาทำหลังบ้านข้าก็แล้วกัน
และเมื่อวันนั้นมาถึง ผู้ว่าฯ กทม. จะเอาขยะไปทิ้งหรือกำจัดที่ไหนล่ะครับ เพราะไปที่ไหนก็ไม่มีใครเอา เรื่องเอาไปทิ้งที่จังหวัดอื่นน่ะเลิกคิดได้ บ้านใครใครก็รัก ผู้ว่าฯจึงต้องคิดอ่านไปไกลๆ และจัดหาพื้นที่เตรียมไว้เสียแต่เนิ่นๆ คือต้องวางแผนไว้ 10-20 ปีล่วงหน้าเลย และต้องเป็นพื้นที่ในเขต กทม. นี้ด้วย แล้วจะหาพื้นที่แบบนี้ได้หรือแล้วจะไม่มีปรากฏการณ์นิมบี้อีกหรือ บางคนอาจถาม คำตอบสำหรับคำถามนี้ คือ พื้นที่กว้างๆ ราคายังไม่แพงมากนักในเขต กทม. ผมคิดว่ายังพอมีอยู่แต่ต้องไปไกลหน่อย เช่น แถวลำลูกกา บางขุนเทียน หนองจอก
ส่วนคำตอบของคำถามเรื่องนิมบี้นั้น ขอเสนอแนะว่า กทม. ต้องซื้อพื้นที่ไว้ให้ใหญ่มากพอและปลูกต้นไม้ใหญ่เสียแต่ตอนนี้ให้เป็นป่า ให้เป็นสวนธรรมชาติ รอไว้สำหรับสร้างโรงกำจัดขยะซึ่งจะไปสร้างตรงกลางไข่แดงของป่านี้ แล้วให้พื้นที่ป่าโดยรอบเป็นป่ากันชน ลึกสัก 100 เมตรไปถึงครึ่งกิโลเมตร ซึ่งถ้าทำได้อย่างนี้ชาวบ้านหรือชุมชนโดยรอบเมื่อมองมาก็จะไม่เห็นโรงขยะจะเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ที่มีนกมีหนูมีกระรอกอาศัยอยู่เต็มไปหมด ความรู้สึกยอมรับจะมี และปรากฏการณ์นิมบี้จะไม่เกิดขึ้นหรือมีก็มีแต่น้อย เพราะราคาที่ดินของเขาไม่ได้ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นเพราะสภาพแวดล้อมในรูปแบบป่าธรรมชาติจะทำให้ความน่าอยู่ของชุมชนมีมากขึ้น ซึ่งราคาที่ดินก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
ข้อสอง...หลังจากลดขยะแยกขยะไปแล้วและยังต้องกำจัดขยะที่เหลือดังที่กล่าวมาแล้ว ก็มาถึงคำถามต่อไปว่าแล้วจะกำจัดอย่างไร คำตอบสำหรับคำถามนี้มีไม่มากเพราะเรามีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่และขนาดของพื้นที่ เราจะใช้วิธีฝังกลบแบบไปทำที่ต่างจังหวัดคงไม่ได้แล้วเพราะเราคงไม่มีปัญญาหาเงินมาซื้อที่ขนาดใหญ่มากแบบนี้ได้ และยังมีปัญหาเรื่องกลิ่นเรื่องควันไฟจากกองขยะไปรบกวนชาวบ้านอีกด้วย (แม้จะมีป่าล้อมไว้ก็ตาม) เราจึงต้องทำอยู่ 2 วิธี ซึ่งเลือกเอาได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หรือจะใช้ 2 วิธีผสมผสานกันก็ได้ สองวิธีที่ว่า คือ เอาขยะส่วนที่เน่าได้ (เหม็นด้วย) ไปหมักย่อยเป็นก๊าซชีวภาพ แล้วเอาไปปั่นไฟเป็นไฟฟ้ากลับมาใช้ใหม่ แต่ส่วนที่หมักย่อยออกมาเป็นก๊าซไม่ได้เช่นพวกพลาสติกเราก็เอามาเข้าเตาเผา ได้เป็นความร้อนเอามาปั่นไฟได้อีกเช่นกันซึ่งทั้งสองวิธีนี้หากออกแบบใช้งานดีๆ ก็จะไม่มีปัญหาทั้งกลิ่นทั้งควันไฟไปรบกวนชาวบ้านที่ต่าง-ประเทศหลายประเทศทั้งญี่ปุ่นและยุโรปมีระบบพวกนี้อยู่กลางชุมชนมากมาย ผู้ว่าฯไปศึกษาดูงานได้สบาย ส่วนเจ้าหน้าที่ประจำคงไม่จำเป็นต้องไปเพราะไปกันมาหลายครั้งแล้ว บางคนนับเป็นสิบครั้งแล้ว
ข้อสาม...แต่ขยะที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือขยะพิษและขยะอันตราย เช่นพวกถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ โทรศัพท์ กระป๋องยาฆ่าแมลง ยาหมดอายุ น้ำยาแลกเกอร์ ฯลฯ ขยะพวกนี้ปัจจุบันมักถูกทิ้งปนๆ ไปกับขยะธรรมดา ซึ่งทำให้การกำจัดที่ปลายทางยุ่งยากไปด้วย เช่น ถ้าเอาไปเผาก็จะเกิดไอพิษจากสารปรอทออกมาสู่สิ่งแวดล้อมได้ ทางแก้สำหรับกรณีนี้มีวิธีเดียว คือ ต้องแยกที่ต้นทางให้ได้ ซึ่งชาวบ้านหลายคนเขาก็พร้อมที่จะแยกให้ แต่บอกว่าไม่รู้จะแยกไปทำไมในเมื่อ กทม.ก็เอาไปเทรวมกันอยู่ดี
ปัญหาข้อนี้ต้องแก้โดยเอาหลักเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้ คือ ต้องสร้างเป็นเม็ดเงินจากขยะขึ้นมาให้ได้ ซึ่งต้องเป็นเม็ดเงินที่มากพอจนคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการรวบรวมขยะอันตรายพวกนี้ให้ได้ปริมาณมากพอ คือ ต้องจัดการให้ชาวบ้านสามารถมีส่วนร่วมได้ นั่นคือ การสร้างจุดรับขยะแบตเตอรี่ ขยะถ่านไฟฉาย ฯลฯ ไว้ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ สถานีบีทีเอส ศูนย์การค้า สำนักงานเขต โรงเรียน ฯลฯ แล้วรณรงค์ให้ชาวบ้านเอาถ่านเสียหรือโทรศัพท์มือถือที่หมดสภาพแล้ว ซึ่งเป็นเพียงชิ้นเล็กๆ ใส่กระเป๋ามาทิ้งที่กล่องรับซี่งมีอยู่กระจายทั่วเมืองและไม่ลำบากเกินไปที่จะนำติดตัวไปทิ้งจากนั้นคนที่สามารถเอาของมีค่า เช่น ทองแดง เงิน นิกเกิล หรือแม้กระทั่งทองในขยะพวกนี้มาสกัดออกไปขายก็จะมารวบรวมเก็บขยะพวกนี้ไปจัดการต่อ ซึ่งตอนนี้เขาจะทำได้คุ้มทุนได้ง่ายๆ เพราะปริมาณมันมากพอนั่นเอง
ข้อสี่...ส่วนขยะพิษพวกยาฆ่าแมลง ดีดีที ยาหมดอายุ สีสเปรย์ ฯลฯ พวกนี้คงสกัดทำเงินได้ยาก แต่ถ้ารวบรวมเอาไว้ด้วยกันได้ ก็กำจัดหรือจัดการได้ไม่ยาก แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเทคนิค ปล่อยให้นักเทคนิคเขาจัดการของเขาไปเอง เรามีหน้าที่รวบรวมให้มันอยู่ในที่เดียวกันเท่านั้นก็พอ
ข้อที่ห้า...ทั้งหมดทั้งปวงที่พูดมานี้เป็นเรื่องของการจัดการและการเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน เรื่องแรกนั้น กทม. คงเก่งอยู่พอตัวแล้ว แต่เรื่องที่สองนั้นในความคิดของผม ผมว่า กทม. ยังทำได้ไม่ดีพอ กทม.ต้องมีการสร้างเจตคติที่ดีต่อการมีส่วนร่วมและร่วมมือกันในการจัดการ อย่างที่ผมพูดไว้ในข้อต้นๆ
ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งยากกว่าเรื่องเทคนิค ผู้ว่าฯ จึงต้องมีนโยบายและแผน รวมทั้งงบประมาณในการสร้างกระแสสังคมให้เปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมเพื่อประโยชน์ร่วมกันในท้ายที่สุด
อย่าไปมุ่งแต่สร้างโรงขยะ ซื้อรถขยะ โดยลืมเรื่องคนไปเลย เพราะถ้าลืมเรื่องนี้ ปรากฏการณ์นิมบี้จะกลับมาหลอกหลอนผู้ว่าฯ จนกระเด็นจากเก้าอี้ได้ไม่ยาก









