วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เบรกฟองสบู่ เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย

เห็นการโต้ตอบเรื่องของอัตราดอกเบี้ย กับ ปัญหาเงินทุนไหลเข้าแล้ว ต้องบอกว่าแต่ละฝ่าย

ไม่ว่าจะเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดร.วีรพงษ์ รามางกูร และ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. แล้ว ต้องบอกว่าแต่ละท่านมีความเป็นห่วงที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือปัญหาฟองสบู่ ทั้งในภาคตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการไหลทะลักเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศ และถึงวันนี้ ทุกฝ่ายก็ยังไม่มีใครประเมินได้ว่า ปริมาณสภาพคล่องในโลกนี้ จะถูกปล่อยเข้ามามากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นความท้าทายของทุกธนาคารกลางทั่วโลก แม้ว่าจะใช้มาตรการ Capital Control ก็อาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพ หรือกำแพงสูงมากพอที่จะกั้นสภาพคล่อง ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ มาตรการใดมาตรการหนึ่งก็ไม่สามารถบริหารสภาพคล่องที่ท่วมโลกในเวลานี้ได้ และไม่สามารถเบรกปัญหาฟองสบู่ในบางภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทุกฝ่ายจะมองปัญหาข้างหน้าตรงกัน แต่ทั้ง ดร.วีรพงษ์ และ ดร.ประสาร มองมาตรการในการดูแลที่ต่างออกไป ซึ่งไม่แปลก

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เห็นว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ที่อาจสร้างปัญหาฟองสบู่ในหลายๆ ตลาด โดยเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้น เป็นผลจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทย ที่สูงกว่าดอกเบี้ยต่างประเทศ ดังนั้น วิธีที่จะลดการไหลเข้าของเงินทุนส่วนนี้ได้ดีที่สุด ก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะสะท้อนว่าได้ผ่านผลประกอบการของบริษัทห้างร้านต่างๆ เมื่อ 6 เดือนก่อน กับปัจจุบันไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย แต่หุ้นขึ้น 100% ตราสารหนี้ก็ขึ้นไป 100% อาการเช่นนี้เป็นสัญญาณที่บอกว่า ถ้าไม่เฝ้าระวังให้ดี อาจเกิดภาวะฟองสบู่ทางการเงินได้ ซึ่งถ้ามันเกิด กลุ่มต่อไปที่จะลามถึง คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เห็นว่าการพิจารณานโยบายการเงินนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายด้านประกอบกัน ทั้งนี้ดอกเบี้ยเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ใช้เพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.ต้องการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว หากต้องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถภาคอื่นๆ ของเศรษฐกิจประกอบได้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างให้เกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ได้
เราเห็นว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้ คือ "ฟองสบู่" ไม่ควรจะเป็นพันธกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ที่หาทางรับมือร่วมกัน และเราเห็นด้วยว่าปัญหาเงินทุนทะลัก จนกำลังก่อฟองสบู่ในตลาดของเราวันนี้ นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีการหารือและเกาะติดอย่างใกล้ชิด และมาตรการต่างๆ นั้น ทั้งด้านการเงิน การคลัง ต้องร่วมมือและดำเนินไปทิศทางเดียวกัน เพราะเราเห็นว่าขณะนี้ รัฐบาลจะจี้ไปที่ ธปท. เพียงแห่งเดียว ในการดูแล โดยกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงจะเป็นแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรก็ตาม แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดถึงเพิ่มขึ้น คือ มาตรการด้านการคลัง ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลควบคู่กันไปด้วย นั่นคือ ลดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านมาตรการ ที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมต่างๆ

ขณะเดียวกัน แต่ละฝ่ายต้องมานั่งคิดกันจริงจังว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ ธปท. ออกมาเตือนอย่าวิตกนั้น เป็นปัญหาที่รัฐบาลมองตรงกันหรือไม่ เพราะหากพิจารณาจากมุมมองของ ดร.วีรพงษ์ ยังไม่น่าเป็นห่วงมากเมื่อเทียบกับความห่วงใยของ ดร.ประสาร เนื่องจาก ปัญหานี้จะทำให้ทุกฝ่ายมองตรงกันว่า ทิศทางดอกเบี้ยควรจะไปในทิศทางใด แทนที่จะคำนึงถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยกับปมเงินทุนไหลเข้าอย่างเดียว เพราะว่าข้อมูลจาก ธปท. ล่าสุด บอกว่า ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ ธปท.และกนง.ติดตามสถานการณ์ โดยจะเห็นได้จากปี 2552 สินเชื่อที่อยู่ในภาคครัวเรือน มีสัดส่วน 58% ต่อจีดีพี แต่ในไตรมาส 3 ของปี 2555 ปรับเพิ่มเกินกว่า 75% ต่อจีดีพีแล้ว ถือเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากพอสมควร จนอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้ และอาจส่งผลต่อความเปราะบาง ต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว