เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้...กรณีที่หน่วยงานทั้งด้านกฎหมายและความมั่นคงของไทยประสานเสียงยืนยันว่าการพบชาวโรฮิงญา
(ยอด ณ เมื่อวานนี้พุ่งไปถึง 1,486 คนแล้ว) ระหว่างถูกกักตัวอยู่ตามโกดังและโรงเรือนต่างๆ ริมชายแดนไทย-มาเลเซียตั้งแต่เมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่เข้าข่าย "ค้ามนุษย์"
แม้เมื่อพลิกดูความหมายตามคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการเอง จะพบว่าใกล้เคียงอย่างมากก็ตาม (โปรดดู http://bit.ly/XFLY1B)
เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เลือกใช้คำว่า "ผู้หลบหนีเข้าเมือง" ขณะที่เลขาธิการ สมช. เลือกใช้คำดีกว่านั้น โดยบอกว่าเป็น "แรงงานทางเศรษฐกิจรอส่งประเทศที่สาม"
ที่ผมบอกว่าพอเข้าใจได้ ก็เพราะประเทศไทยติดกลุ่มที่ 2 (Tier 2) หรือบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง ในฐานะเป็นต้นทาง ปลายทาง และทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์ ตามรายงานที่จัดทำโดยสหรัฐอเมริกา หากจับพลัดจับผลูตกไปอยู่กลุ่มที่ 3 จะส่งผลเสียหายใหญ่หลวง กระทบการค้าและการส่งออกอย่างรุนแรง
แต่การพยายาม "ปฏิเสธเพื่อชาติ" ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐจะต้องละเลยการติดตามเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับ "ขบวนการนำพา" ชาวโรฮิงญาลักลอบเข้าเมือง พำนักรอ และส่งต่อไปประเทศที่สามด้วยแต่อย่างใด ทว่าในทางกลับกันต้องเร่งดำเนินการทางกฎหมายกับ "ขบวนการนำพา" ที่ว่านี้ เพื่อให้นานาประเทศเห็นว่าไทยจริงจังกับปัญหา แม้จะไม่ใช่การค้ามนุษย์อย่างเต็มรูปแบบก็ตาม
เป็นเรื่องตลกร้ายที่การดำเนินคดีของตำรวจจนถึงขณะนี้ มีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นไปเพียง 1 คน กับคนในขบวนการซึ่งมีทั้งไทยและพม่าอีกไม่กี่คน เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่การเคลื่อนย้ายชาวโรฮิงญาจำนวนนับพันๆ คนจาก จ.ระนอง พังงา แล้วแวะพักที่ จ.สงขลา จะมีเครือข่ายเพียงเท่านี้ และไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ "ผู้มีอำนาจหน้าที่" เกี่ยวข้องด้วยเลย
วันอังคารที่แล้ว (22 ม.ค.) ท่านรัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ลงพื้นที่ชายแดนใต้ และได้เรียกผู้เกี่ยวข้อง "ประชุมลับ" ที่ค่ายสิรินธร มีการพูดถึง "ทหาร" ต้องสงสัยเข้าไปเกี่ยวข้องในขบวนการขนย้ายโรฮิงญา มีตั้งแต่ชั้นยศพันเอก พันตรี จนถึงร้อยโท รัฐมนตรีสั่งขึงขังกลางวงประชุมว่า "แบบนี้เอาไว้ไม่ได้" แต่พอคล้อยหลังขึ้นเครื่องบินกลับจากใต้ หน่วยในพื้นที่ก็สรุปกันทันทีว่า "ไม่มีมูล" อ้างว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทหารพวกนั้นไปขนย้ายโรฮิงญาที่ถูกจับกุมต่างหาก
อยากถามท่านแม่ทัพว่าท่านเชื่อจริงๆ หรือ?
นี่ยังไม่นับภารกิจดูแลน่านน้ำของกองทัพเรือที่มีเรือตรวจการณ์น้อยใหญ่มากมาย แต่แปลกไหมที่เรือโรฮิงญาอาศัยแค่แรงลมกลับจับกุมไม่ได้ ปล่อยทะลักขึ้นฝั่งปีละเป็นพันคน
จริงๆ แล้วยอด 1,486 คน เป็นยอดที่พบในรอบนี้เท่านั้น เพราะจากรายงานของหน่วยงานความมั่นคงเองระบุว่าสถิติการจับกุมชาวโรฮิงญามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี จากปี 49 จำนวน 1,225 คน ปี 50 จำนวน 2,763 คน และปี 51 จำนวน 5,299 คน ฉะนั้นตัวเลข 1,486 คนมันแค่เศษๆ
อีกประเด็นที่น่าคิดก็คือ ผลประชุมร่วมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่สรุปเองเออเองว่าจะดูแลชาวโรฮิงญากลุ่มนี้แค่ 6 เดือนนั้น คำถามคือถ้าพ้น 6 เดือนแล้วจะทำอย่างไร เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะมี "ประเทศที่สาม" รับชาวโรฮิงญาไปดูแลต่อทั้งหมด
ลองไปดูศูนย์พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า ซึ่งมีถึง 9 ศูนย์ เคยมีผู้หนีภัยแสนกว่าคนมาหลายสิบปี วันนี้ก็ยังเหลือแสนกว่าคนอยู่ โดยมีประเทศที่สามรับไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และประเทศที่สามก็ไม่ได้รับไปมั่วๆ แต่มาตั้งโต๊ะสัมภาษณ์เลือกเอาคนดี คนเก่ง คนขยันไป...
นี่คือปัญหาโรฮิงญาที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่เรากลับแก้แบบ "ไร้น้ำยา" แก้แค่เฉพาะหน้า และปัดให้พ้นๆ ตัว!









