วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาโรฮิงญา... ไทยต้องยกเป็นประเด็นภูมิภาค

ปัญหาชาวโรฮิงญา 900 คนที่ถูกจับได้ทางภาคใต้ของไทย กลายเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยจะต้องวางแนวทางให้ชัดเจน

เพื่อไม่ต้องตกอยู่ในสภาพถูกวิจารณ์จากประชาคมระหว่างประเทศทั้งขึ้นทั้งล่อง

เพราะไม่เพียงแต่จะต้องนิยามว่าพวกเขาเป็น “ผู้ลี้ภัย” หรือ “ผู้หลบหนีเข้าเมือง” เท่านั้น หากแต่ยังมีประเด็นการปฏิบัติต่อเด็ก และสตรี รวมทั้งการตรวจสอบคัดแยกว่ามีใครเข้าข่าย “การค้ามนุษย์” หรือไม่

แต่ก่อนนี้นโยบายของรัฐบาลไทยคือหากเจอว่าเข้ามาในน่านน้ำไทยแล้ว ก็ให้น้ำให้เสื้อผ้า แล้วผลักดันออกไปในทะเล

เหตุผลทางการของไทยคือพวกเขาเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย, แต่องค์กรระหว่างประเทศหลายวงการมองว่าเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรมเพราะเรือที่หนีมานั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะทนลมทนพายุได้ จึงมีข่าวว่าชาวโรฮิงญาเสียชีวิตกลางทะเลบ่อย ๆ

แต่หากส่งตัวกลับไปพม่า, พวกเขาก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกทางการพม่ากลั่นแกล้ง, ทำร้ายหรือกักขัง เพราะรัฐบาลพม่ายืนยันว่าจะไม่ยอมรับโรฮิงญา เป็น “ชนกลุ่มน้อย” ที่มีสิทธิได้รับการปฏิบัติเหมือนกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ

บังกลาเทศ ก็ไม่ยอมรับชาวโรฮิงญา ด้วยเหตุผลคล้ายกัน ทำให้พวกเขากลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติไร้ที่พักพิงและไร้ความหวัง
เป็นที่ทราบกันว่าชาวโรฮิงญา จำนวนไม่น้อยได้หนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ของพม่าหลบเข้ามาประเทศไทยทางบกผ่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเล็ดรอดเข้าไปในจังหวัดต่าง ๆ ของไทยเพื่อหางานทำ

อีกส่วนหนึ่งหนีลงเรือเพื่อไปตายเอาดาบหน้า จากยะไข่ มาถึงระนอง และจังหวัดอื่น ๆ ทางใต้ของไทยทางทะเลต้องรอนแรมทางน้ำถึง 20 วัน

ประเมินกันว่าทุกวันนี้มีชาวโรฮิงญา อยู่ในไทยประมาณ 20,000-30,000 คน และบางคนอยู่ในไทยมานานถึง 15 ปี ในจำนวนนี้ที่แต่งงานตั้งรกรากในประเทศไทยแล้วก็มี
เป้าหมายของชาวโรฮิงญา ส่วนใหญ่ที่หนีทางทะเลนั้น หากหลบเข้าไทยไม่ได้ก็จะมุ่งหน้าไปมาเลเซีย

ทางออกของไทยในเรื่องนี้คือการที่จะต้องทำให้ปัญหาชาวโรฮิงญา เป็น “ปัญหาของประชาคมโลก” มิใช่เป็นภาระของประเทศที่บังเอิญอยู่บนเส้นทางหลบลี้หนีภัย

ต้องประกาศให้ชาวโลกได้ทราบว่านโยบายต่างประเทศของไทยมีทั้งด้านมนุษยธรรมและด้านการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ปัญหานี้ แต่ไม่ใช่เป็นผู้แบกรับภาระแต่เพียงผู้เดียว

การเจรจากับพม่าอาจจะไม่ได้ผลทางปฏิบัติอะไรมากมายนัก เพราะรัฐบาลประธานาธิบดีเต็งเส่ง ยืนกรานว่าไม่ยอมรับกลับไปเพื่อให้อยู่อย่างประชาชนธรรมดา

ไทยจึงควรจะต้องทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นของอาเซียนเป็นส่วนรวม เพราะพม่า กับไทย และมาเลเซีย เป็นสมาชิกอาเซียน และปัญหานี้จะปล่อยให้เป็นการโยนเผือกร้อนไปมาไม่ได้อีกต่อไป

อาเซียนก็ควรจะต้องให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เข้ามาร่วมแก้ไขอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะนั่นคือองค์กรระหว่างประเทศที่มีทั้งงบประมาณและภาระหน้าที่ระหว่างประเทศที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะเดือดร้อนเพราะใครต่อใครข้างนอกต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าในบรรดาประเทศในแถบนี้, ประเทศไทย เป็นประเทศที่การหลบหนีเข้าเมืองง่ายดายที่สุดเพราะระบบตรวจสอบเบาบางที่สุด

แต่ขณะเดียวกัน พอเจอกับผู้หลบหนีเข้ามาและต้องทำตามกฎหมายก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหนากว่าใครเช่นกัน

จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำให้นโยบายเรื่องนี้ชัดเจน มีกระบวนการปฏิบัติต่อ “ผู้หลบหนีเข้าเมือง” และ “ผู้ลี้ภัย” ที่โปร่งใส, มีกติกาเป็นขั้นตอนที่จะแจ้ง, และสามารถอธิบายทุกระดับของกระบวนการทำงานได้

และไทยจะต้องโยนเรื่องนี้เข้าสู่เวทีภูมิภาคอย่างแข็งขัน และต่อเนื่องเพื่อไม่ตกอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก, ทำนองเนื้อไม่ได้กิน, หนังไม่ได้รองนั่ง, เอากระดูกแขวนคออย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้