วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ... (2)

คราวที่แล้วได้กล่าวถึงร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆ นี้คือ ร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.

หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Public-Private Partnership หรือ PPP Act คราวนี้เราจะมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจของร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้กันต่อค่ะ

ตามที่ได้กล่าวไปในบทความฉบับก่อน พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... จะถูกนำมาใช้แทน พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ซึ่งขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการกำกับดูแล ก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายเป็นอย่างมาก

สำหรับกฎหมายฉบับใหม่นี้จะมีการปรับปรุงจุดบกพร่องของ พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ในประการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องขั้นตอนในการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเดิม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ กำหนดให้มี 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

(1) ขั้นเสนอโครงการ (มาตรา 6 ถึงมาตรา 11)

(2) ขั้นดำเนินโครงการ (มาตรา 12 ถึงมาตรา 21)

(3) ขั้นการกำกับดูแลและติดตามผล (มาตรา 22 ถึงมาตรา 24)

ซึ่งในการปฏิบัติตามทั้งสามขั้นตอนดังกล่าวที่ผ่านมาใช้เวลาไม่น้อยกว่า 18 เดือน หรือ 1 ปีครึ่ง ในกฎหมายฉบับใหม่ ผู้ร่างกฎหมายได้เพิ่มขั้นตอนในการปฏิบัติตามกฎหมายจาก 3 ขั้นตอน เป็น 5 ขั้นตอน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการเพิ่มความชัดเจนและโปร่งใส แต่ในขณะเดียวกันก็มีวัตถุประสงค์เพื่อย่นระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดด้วย (ซึ่งก็เป็นที่น่าติดตามว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าวจะบรรลุวัตถุประสงค์ในการย่นระยะเวลาหรือไม่) โดย 5 ขั้นตอนดังกล่าวมีดังนี้

1. การตั้งคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

2. การเสนอโครงการ

3. การดำเนินโครงการ

4. การกำกับดูแลและติดตามผล

5. การแก้ไขสัญญาและการทำสัญญาใหม่

จะเห็นได้ว่าในกฎหมายใหม่ฉบับนี้จะมีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP Committee) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาครัฐมีมาตรการในการกำกับดูแลการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่ชัดเจนและมีเอกภาพ สามารถกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยให้สิทธิกับเอกชนเข้ามามีบทบาทในการดำเนินกิจการของรัฐเพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีสิทธิภาพ องค์ประกอบของคณะกรรมการประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน 15 คน

(1) ข้าราชการการเมือง จำนวน 2 คน ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธานกรรมการ

(2) ข้าราชการประจำ จำนวน 8 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นกรรมการและเลขานุการ

(3) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 5 คน ซึ่งมาจากผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านที่เป็นประโยชน์ต่อการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนโดยจะต้องแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีการเงิน กฎหมาย การบริหารความเสี่ยงและวิศวกรรมอย่างน้อยด้านละหนึ่งคน

ซึ่งเมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ฉบับนี้แล้วจะพบว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจอย่างกว้างขวางมาก และมีบทบาทในขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้หลายขั้นตอนตั้งแต่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ขั้นเสนอโครงการ (กรณีรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดไม่เห็นด้วยกับผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ) ขั้นดำเนินโครงการ และขั้นกำกับดูแล (แก้ไขสัญญา)

กล่าวโดยสรุปคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่หลัก 2 เรื่องคือ

1. การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งเป็นแผนระดับชาติมีระยะเวลาครั้งละ 5 ปี (ร่างมาตรา 19) โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐและสาธารณชนที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

2. หน้าที่ในการกำกับดูแลการเสนอและดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการชุดใหม่ที่จะได้รับการแต่งตั้งขึ้นจะทำหน้าที่ที่ พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ที่กำลังจะถูกแทนที่มิได้กำหนดไว้ เป็นการเติมช่องว่างที่กฎหมายฉบับเก่าบกพร่องไป ซึ่งก็เป็นที่คาดหมายได้ว่าจะก่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

ในคราวหน้าเราจะมาศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติตามร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ในขั้นเสนอโครงการจนถึงขั้นตอนการกำกับดูแลและการแก้ไขสัญญาต่อไปนะคะ