สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมประกาศใช้ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 5 ปี
พ.ศ. 2556-2560 โดยมีแนวคิดชัดเจนว่าต้องการยกระดับอุตสาหกรรม จากอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำและแรงสูง เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น แม้ว่าการปรับยุทธศาสตร์ไม่ได้คาดหวังว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงโดยทันที แต่อย่างน้อยอุตสาหกรรมไทยมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจะมีทิศทางอย่างไร
การปรับกลยุทธ์ใหม่ของบีโอไอในครั้งนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศที่รัฐบาลประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเหตุผลของการปรับขึ้นค่าแรงก็เช่นเดียวกัน คือ ต้องการพัฒนาฝีมือแรงงานของไทยให้สูงขึ้น และเห็นว่าสังคมไทยหมดยุคค่าแรงราคาถูกอีกต่อไป ซึ่งก็หมายความว่าต่อไปแรงงานของไทยจะมีฝีมือมากขึ้นและได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นจากนโยบายทั้งสองด้านคาดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในภาคอุตสาหกรรมของไทย
อันที่จริง ประเด็นให้มีการทบทวนเรื่องสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนนั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย โดยฝ่ายที่เห็นว่าควรยกเลิกเนื่องจากไม่เพียงแค่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการใช้ทรัพยากรของประเทศเท่านั้น แต่มีการประเมินผลได้ผลเสียด้านอื่นด้วย เพราะหากประเมินกันจริงๆ แล้ว ประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนจากต่างชาติมากกว่าการจ้างงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งอาจไม่ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมของคนไทยอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ของการยกระดับอุตสาหกรรมและแรงงาน ที่ไม่มีการพูดถึงกันมากนักในระดับรัฐบาลหรือผู้ดำเนินนโยบาย คือ การพัฒนาฝีมือแรงงานของไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การจัดฝึกอบรมเพื่อให้เกิดทักษะเพิ่มขึ้น แต่หมายถึงการสร้างทรัพยากรมนุษย์อย่างมีแบบแผน และบทบาทดังกล่าวเป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้านการศึกษาโดยตรง หากการศึกษาไทยยังไม่ไปในทิศทางเดียวกับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมประเทศ ก็เป็นเรื่องยากมากที่คนไทยจะได้ประโยชน์จากการปรับตัวในครั้งนี้
ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการศึกษาอาจคิดว่าตัวเองได้ดำเนินการมาแล้ว และพยายามเต็มที่เพื่อให้สังคมไทยมีทรัพยากรมนุษย์ที่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ แต่คำถามเรื่องคุณภาพของคนกลับมาจากหน่วยงานด้านเอกชนเอง ซึ่งถือว่าเป็นตลาดแรงงานหลักของผู้ที่จบการศึกษา ภาคเอกชนมักจะบ่นเสมอว่าการศึกษาไทยผลิตคนได้ไม่ตรงกับความต้องการ นั่นก็หมายความว่าทรัพยากรมนุษย์ของเรายังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงาน
เราเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการจะเปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่ในเรื่องอุตสาหกรรมและมาตรฐานการดำรงชีพของประชาชน อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน คือ แผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องท้าทายเสียยิ่งกว่าการปฏิรูปด้านอื่น หากไทยยังไม่สามารถพัฒนาบุคลากรขึ้นมารองรับสิ่งที่บีโอไอกำลังจะมุ่งหน้าไปได้ โอกาสเหล่านี้ก็จะตกเป็นของคนชาติอื่นในอาเซียน เนื่องจากประชาคมอาเซียนที่จะเริ่มขึ้นในปี 2558 จะเปิดให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรได้ด้วย รัฐบาลต้องตอบคำถามด้วยว่าคนไทยจะได้ประโยชน์จากทิศทางใหม่นี้จริงหรือไม่








