วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลกระทบการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน

นโยบายการปรับค่าแรงต่ำเป็น 300 บาท/วัน มีการดำเนินการ 2 รอบ

รอบที่ 1 เริ่ม 1 เม.ย. 55 โดยปรับให้จังหวัดภูเก็ต กรุงเทพฯ และปริมณฑล (7 จังหวัดนำร่อง) เป็น 300 บาท จังหวัดอื่นๆ ให้เพิ่ม 39.50%

รอบที่ 2 เริ่ม 1 ม.ค. 56 โดยปรับจังหวัดที่ค่าแรงยังไม่ถึง 300 บาท ให้เป็น 300 บาท

โดยนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมด้านต้นทุนการผลิต กล่าวคือ ในภาพรวมนโยบายดังกล่าวมีผลทำให้สัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 11.85 เป็นร้อยละ 16.11 และทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.38 และมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในมิติต่างๆ ดังนี้

1. มิติด้านขนาดของอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนรวมของอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางมากกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึงแม้มีการใช้แรงงานจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนรวมทั้งหมดแล้วยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง

เมื่อพิจารณาจากจำนวนโรงงานและจำนวนแรงงานโดยแยกตามขนาดโรงงานแล้วจะเห็นว่าอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุดนั้น มีจำนวนโรงงานมากถึง 6.6 หมื่นโรงงาน (คิดเป็นร้อยละ 87.83 ของจำนวนโรงงานทั้งหมด) แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนโรงงานดังกล่าวมีแรงงานทั้งหมดเพียงแค่ 7.7 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 27.46 ของจำนวนโรงงานทั้งหมด) ซึ่งน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีแรงงานถึง 1.4 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 48.97 ของจำนวนโรงงานทั้งหมด) นอกจากนั้น โรงงานขนาดเล็กอยู่ในพื้นที่ภูเก็ต กรุงเทพฯ และปริมณฑล (7 จังหวัดนำร่อง) มากที่สุดร้อยละ 41.60 โดยมีจำนวนแรงงานของโรงงานขนาดเล็กอยู่ใน 7 จังหวัดนำร่องถึงร้อยละ 52.04 ซึ่ง 7 จังหวัดนำร่องมีการปรับขึ้นค่าแรงน้อยที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 37.64 เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำเดิมสูงอยู่แล้ว

2. มิติด้านพื้นที่ พบว่า อุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดได้รับผลกระทบมาก คือ จังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภูเก็ต กรุงเทพฯ และปริมณฑล (7 จังหวัดนำร่อง) โดยอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.92 ขณะที่อุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดนำร่อง มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.12 เนื่องจากในการปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทเท่ากันทุกจังหวัดที่ให้จังหวัดที่ไม่ใช่ 7 จังหวัดนำร่อง ซึ่งเดิมมีค่าแรงขั้นต่ำน้อยกว่าจะมีต้นทุนค่าแรงที่ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดนำร่องจะมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูงกว่าในจังหวัดอื่นๆ แต่หลังจากมีการปรับค่าแรงจะทำให้สัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมระหว่าง 7 จังหวัดนำร่องกับจังหวัดอื่นๆ มีความแตกต่างกันน้อยลงจากเดิม 7 จังหวัดนำร่อง มีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูงกว่าจังหวัดอื่นร้อยละ 3.42 หลังปรับค่าแรงแล้วสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือร้อยละ 2.59

หากพิจารณาผลกระทบแยกระหว่าง 7 จังหวัดนำร่อง กับ ภาคอื่นๆ จะพบว่า 7 จังหวัดนำร่องได้รับผลกระทบของการขึ้นค่าแรงมากกว่าภาคอื่น ๆ เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่อยู่ใน 7 จังหวัดนำร่อง มากที่สุดถึงร้อยละ 42.84 รองลงมาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ร้อยละ 12.72 และ 12.45 ตามลำดับ และหากพิจารณาแยกตามขนาดอุตสาหกรรมด้วยแล้วจะพบว่า ในทุกภาครวมทั้ง 7 จังหวัดนำร่อง มีจำนวนโรงงานขนาดเล็กมากที่สุด ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีจำนวนแรงงานมากกว่า ยกเว้นภาคเหนือที่อุตสาหกรรมขนาดเล็กมีจำนวนแรงงานมากกว่า

3. มิติด้านรายสาขาอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานมาก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูง เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้นสัดส่วนดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นด้วย โดยอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.73 รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร ต้นทุนเพิ่มร้อยละ 6.12 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมแก้ว เซรามิก ซีเมนต์ ต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.63

โดยสรุปแล้วจะพบว่า 1. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2 ครั้งทำให้ค่าแรงขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.75 - 88.68

2. โรงงานส่วนใหญ่ (ร้อยละ 42.84) และคนงานส่วนใหญ่ (ร้อยละ 49.55) อยู่ในพื้นที่ภูเก็ต กรุงเทพฯ และปริมณฑล (7 จังหวัดนำร่อง) ที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยร้อยละ 37.64

3. โรงงานขนาดเล็กมีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่สุด ร้อยละ 5.75

4. โรงงานขนาดเล็กส่วนใหญ่ (ร้อยละ 41.60) และแรงงานในโรงงานขนาดเล็กส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.04) อยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดนำร่องซึ่งมีค่าแรงขั้นตามเดิมสูงอยู่แล้ว

5. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 เท่ากันทั้งประเทศทำให้สัดส่วนทุนแรงงานระหว่าง 7 จังหวัดนำร่อง และพื้นที่อื่นมีความแตกต่างกันน้อยลง (จากเดิมต่างกันร้อยละ 3.42 เหลือร้อยละ 2.57)

6. อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่อ ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูงที่สุดร้อยละ 19.17 หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำแล้วทำให้สัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 24.44 โดยมีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.73 รองลงมา คือ อุตสาหกรรมอาหารที่ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.12

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัว หรือแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

1. การขึ้นราคาสินค้า (หรือคงราคาแต่ลดปริมาณต่อหน่วย)

2. การเพิ่มผลผลิตภาพการผลิตโดยเฉพาะส่วนของแรงงาน

3. การย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานสูง

4. มีการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้แรงงานไร้ฝีมือน้อย

5. มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อลดต้นทุน

6. ลดการจ้างงาน หากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ หรือไม่สามารถปรับตัวดังที่กล่าวมาแล้วได้

อย่างไรก็ตาม การลดการจ้างงานคงไม่เป็นปัญหารุนแรงนัก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีปัญหาขาดแคลนแรงงานสะสมต่อเนื่องมายาวนาน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก ร้อยละ 0.6 หรือ จำนวน 2.4 แสนคน ซึ่งถ้าไม่รวมผู้ว่างงานที่จบอุดมศึกษาก็จะมีไม่ถึง 2 แสนคน ซึ่งเกือบจะเป็นวิกฤติการณ์ขาดแคลนแรงงาน จากปัญหาแรงงานหลายประการที่กดดันทำให้ภาคอุตสาหกรรมถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตสินค้าที่มูลค่าเพิ่มสูง จากสินค้าที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุดมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น หรือเข้าสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยี สินค้าที่ผลิตมีประโยชน์ใช้งานได้หลายอย่างมากขึ้นจากเดิมที่สามารถใช้งานได้อย่างเดียว ในขณะเดียวกันแรงงานไทยก็จะต้องปรับเปลี่ยนเป็นแรงงานฝีมือ มีความสามารถหลากหลาย ทำงานได้หลายอย่าง และมีวินัยการทำงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานทักษะฝีมือที่มีความเชี่ยวชายหรือใช้ฝีมือขั้นสูง