วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พรรคกินรวบ (Catch-all Party)

ผมต้องขออนุญาตใส่ภาษาอังกฤษไว้ท้ายชื่อบทความภาษาไทยนะครับ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้คำอะไรที่ดีกว่าคำว่า “กินรวบ”

แต่คำๆ นี้ก็อาจจะทำให้เกิดความไขว้เขวได้ เพราะคนมักจะเข้าใจไปในทางการ “กินรวบ” หมายถึง “กิน : โกง” เฉพาะกลุ่มของตนแต่ไม่แบ่งให้กลุ่มอื่นหรือพรรคอื่นได้โกงบ้าง (กินแบ่ง) ดังนั้น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดจึงต้องมีคำกำกับความหมายไว้หน่อยนะครับ

ความพยายามที่จะเอาชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของพรรคเพื่อไทยได้ทำให้เกิดการคิดนโยบาย “ประชานิยม” ที่เจาะเสียงของคนหลากหลายกลุ่มและหลากหลายชนชั้นให้ได้กว้างขวางมากที่สุด จะเห็นได้ว่านโยบายจำนำข้าวทุกเม็ดจะมุ่งหาเสียงกับกลุ่มคนทำนาซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางสังคมกว้างขวางที่สุด นโยบายบ้านหลักแรกและรถคันแรก เป็นการเจาะกลุ่มคนชั้นกลางและกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ (ชนชั้นกลางเก่าที่มีรถอยู่แล้วสองสามคัน ก็กระโดดเข้าไปเอี่ยวกับผลประโยชน์นี้ด้วยนะครับ) นโยบายค่าแรงวันละสามร้อยบาท มุ่งเจาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั่วไปที่มีจำนวนมากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ (ประมาณสามสิบล้านคน) นโยบายเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ก็มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเริ่มต้นทำงานที่มีจำนวนเป็นแสนคน

การที่ทำให้กลุ่มคนจำนวนหลากหลายและกว้างขวางที่สุดได้รับผลประโยชน์จากการกระจายทรัพยากรของรัฐเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ได้รับคะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำ ไม่แปลกใจที่อดีตนายกรัฐมนตรี (หรือว่านายกรัฐมนตรีตัวจริง) จะพูดทำนองว่าการหาเสียงมาลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ยี่สิบกว่าล้านเสียงนั้น หมูมาก

ตัวอย่างของการสร้างพรรคกินรวบในประเทศอื่นที่ทำให้สามารถครองอำนาจได้เนิ่นนานที่เด่นชัด ได้แก่ พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของญี่ปุ่นที่ได้สร้างนโยบายกินรวบเช่นนี้มาตั้งแต่ปี 1955 และครองอำนาจติดต่อกันมานาน เว้นช่วงสั้นๆ เพียงสองครั้ง (ค.ศ. 1994-1996 และ ค.ศ. 2010-2012)

การเกิดพรรคกินรวบนี้เป็นกระบวนการทางการเมืองที่สำคัญมากสำหรับประเทศญี่ปุ่น เพราะนโยบายของพรรคกินรวบนี้จะเป็นพลังผลักดันให้ “รัฐ” เข้ามาอยู่ใน “สังคม” (State in Society) เพราะทำให้พลเมืองทั้งหมดในสังคมเกิดความรู้สึกที่จะต้องผูกพันอยู่กับรัฐ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญมากของการเปลี่ยนแปรรูปของรัฐ (Transformation of State)

เพราะกระบวนการทำให้ “รัฐ” เข้ามาอยู่ใน “สังคม” เป็นกระบวนการการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมว่าจะเดินหน้าไปสู่การเป็นรัฐลักษณะใด เช่น จะเป็นรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยม รัฐสวัสดิการ หรือรัฐอำนาจนิยม อันจะขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของสังคมว่าจะมีพลังมากระดับใดในการเข้าไปจัดรูปรัฐ

สังคมญี่ปุ่นมีทั้งความเข้มแข็งและความหวาดกลัวที่ตกค้างมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบกับต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้พลังของสังคมมีมากพอที่จะกำกับรัฐไม่ให้เพิ่มอำนาจก้าวข้ามไปสู่รัฐอำนาจนิยมแบบก่อนสงครามโลก และทำให้รัฐญี่ปุ่นอยู่ในรูปแบบของรัฐเสรีประชาธิปไตยผสมกับรัฐสวัสดิการมาเนิ่นนาน (มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญภายใต้อดีตนายกรัฐมนตรีโคอิซูมิ ชุนอิจิโร ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา)

ขณะเดียวกัน พรรคกินรวบของญี่ปุ่นดำเนินนโยบายมาได้ภายใต้เงื่อนไขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดมา จึงทำให้สามารถมีเงินงบประมาณมากเพียงพอที่จะกระจายงบประมาณเพื่อ “ซื้อเสียง” ของประชาชนที่หลากหลายและกว้างขวาง

ในด้านหนึ่งของความพยายามสร้างการกินรวบของพรรคเพื่อไทยก็คือการผลักดันให้ "รัฐ" เข้ามาอยู่ใน “สังคม” ให้ลึกซึ้งมากขึ้น อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูงทีเดียว แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่สามารถผลักดัน “รัฐ” เข้ามาอยู่ใน “สังคม” เช่นนี้ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่กำกับอนาคตสังคมไทย เพราะการเข้ามาในสังคมของรัฐนี้กำลังเป็นกระบวนการการเมืองที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่รัฐและสังคมไทย

จากวันนี้เป็นต้นไปจะเป็นช่วงเวลาของ "การแปรรูปรัฐ" ว่ารัฐไทยจะเป็นรัฐลักษณะใด รัฐเสรีประชาธิปไตย รัฐเสรีประชาธิปไตย/สวัสดิการ หรือรัฐอำนาจนิยม

ความเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับพลังทางสังคมของสังคมไทยว่ามีความเข้มแข็งระดับใดในการจัดรูป/กำกับ/สร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม

ผมเองก็ไม่รู้ความเข้มแข็งของสังคมไทยมีมากน้อยขนาดไหน และจะสามารถจัดรูป/กำกับ/สร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ดีได้หรือไม่ ความหวังของผมก็คือการก้าวไปสู่รัฐเสรีประชาธิปไตยที่เป็นรัฐสวัสดิการ แต่หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน พลังทางสังคมที่ตกเป็นฝักเป็นฝ่ายและไม่ยอมรับรู้อะไรนอกไปจากที่ตนเองอยากรู้เช่นนี้ มีโอกาสอย่างสูงที่กระบวนการสร้างพรรคกินรวบของไทยนี้จะนำรัฐไทยไปสู่รัฐอำนาจนิยมมากขึ้น

คำเตือนของ “พี่ถึก” หรือใบตองแห้งในบทสัมภาษณ์ประชาไทก่อนปีใหม่ทำนองที่ว่าการปกป้องประชาธิปไตยไม่ใช่การปกป้องพรรคการเมือง น่าจะเป็นจุดหลักที่สังคมต้องยึดไว้ให้มั่น เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว สังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น หากสังคมไทยสร้างพลังทางสังคมให้เข้มแข็งมากขึ้น สังคมไทยก็มีโอกาสหลุดจากอำนาจทุกฝ่ายที่ครอบงำเราอยู่ครับ