เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวดีที่ทีมนักเรียนและคุณครูชาวไทย จากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ และโรงเรียนชลราษฎรอำรุง จังหวัดชลบุรี
ช่วยกันวิ่งแรงแซงคู่แข่งในระดับนานาชาติ จนได้รางวัลทั้งเหรียญทอง เงิน และทองแดง ในการแข่งขันความคิดสร้างสรรค์โลก ที่จัด ณ ประเทศเกาหลีใต้ อย่างน่าประทับใจยิ่ง
ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นสิ่งที่องค์กรน้อยใหญ่ใส่ใจอยากได้ไว้เป็นเจ้าของกันถ้วนทั่ว
กระนั้นก็ดี แม้ได้พยายามกันพักใหญ่ โดยใช้หลายหลากมากวิธี ก็ไม่เห็นทีท่าว่าองค์กรจะขยับปรับตัวเรื่องความคิดสร้างสรรค์ไปได้กี่มากน้อย
วันนี้ ดิฉันจึงขอโอกาสเล่าเรื่องผลการวิจัยของ Dr.Teresa Amabile อาจารย์มหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งทุ่มเทศึกษาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงานอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี
อาจารย์บอกว่า ผลการวิจัยมีประเด็นที่น่าสนใจ และ ท้าทายความคิดดั้งเดิมที่คนเชื่อว่าน่าจะเสริมให้คนคิดสร้างสรรค์
มาดูความคิดดั้งเดิมที่ว่ากันค่ะ
1.คนบางคนเท่านั้นมีความคิดสร้างสรรค์
ผู้บริหารส่วนใหญ่เชื่อ หรือ อย่างน้อยคาดหวังให้คนบางกลุ่มในองค์กร มีมุมมองบรรเจิดเริดกว่าใคร เช่น ทีมงานการตลาด ทีมโฆษณา ทีมวิจัยและพัฒนา เป็นต้น
กระนั้นก็ดี จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard และ ผู้รู้ด้านจิตวิทยา เขาเห็นพ้องต้องกันว่า
คนที่คิดว่าตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ !
คนที่คิดว่าตนเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์ มักจะไม่มีความคิดสร้างสรรค์ !
สรุปว่า ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ได้
อุปสรรคสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดที่ปิดกั้นตัวเรานี่เอง
2.เงินเป็นตัวกระตุ้นทำให้คนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
คนทำงานส่วนใหญ่ไม่มีใครเกี่ยงเถียงว่าเงินไม่สำคัญ
หากไม่สำคัญ ผมคงไปอยู่มูลนิธิเด็กกำพร้า ไปดูแลหมาพิการนานแล้วครับ
กระนั้นก็ดี แม้เงินจะสำคัญ แต่เงินมิใช่ทุกสิ่ง
ยิ่งเมื่อเงินโยงใยกับการประเมินผลงาน ยิ่งอาจมีผลทางลบต่อความคิดสร้างสรรค์ของผู้ถูกประเมิน
นึกภาพว่าพฤติกรรมและผลงานของเราถูกจับจ้องมองแบบไม่กระพริบ ทำอะไรห้ามพลาด คนทำงานอาจออกอาการเกร็ง เลิกมองนอกกรอบ เน้นทำอะไรแบบรอบคอบ ระมัดระวัง เลี่ยงความเสี่ยงหากทำได้ เลี่ยงของใหม่หากจำเป็น
ดังนั้น องค์กรที่อยากให้คนกล้าคิดต่าง กรุณาเลี่ยงส่งสัญญาณว่า ”ลองได้ แต่ต้องไม่พลาด คอขาด ตัดเงิน”
3.คนจะคิดได้สร้างสรรค์เมื่อมีแรงกดดันด้านเวลา
อาจารย์บอกว่า ไม่จริงๆ
คนส่วนใหญ่จะมีความคิดสร้างสรรค์ตันตีบยามต้องรีบเร่ง
ที่สำคัญคือ ความเร่งด่วนรบกวนสมาธิ ทำให้สติไม่อยู่กับตัว ขาดการไตร่ตรอง มองหลายมุม เพราะมัวกลุ้มเรื่องเวลา
4.การแข่งขันผลักดันให้เกิดความคิดใหม่ในทีม
มีหลายองค์กรที่เน้นให้เกิดการแข่งขันกันภายในองค์กร โดยคาดหวังว่าเราจะตื่นตัว ไม่มัวอืด จืดจ๋อย
หารู้ไม่ว่า การสนับสนุนให้มีแข่งขันกันเองภายใน ยิ่งแรงเท่าไหร่ ยิ่งถือเป็นการส่งสัญญาณนกหวีดเป่าปรี๊ดว่า กรุณาอย่าพึ่งกันและกัน ข้อมูลที่พี่มี ต้องปิดไว้ให้มิด อย่าคิดแบ่งคู่แข่งภายใน ทำให้ขาดการสร้างสรรค์และต่อยอดกันและกันในด้านความคิดอย่างน่าเสียดาย
อาจารย์แนะนำว่า หากอยากให้ทีมคิดต่าง คิดสร้างสรรค์ กรุณาหาทางบริหารใหม่ ที่ไม่ยึดติดกับความคิดดั้งเดิมดังกล่าว ที่มีแต่ทำให้ทีมหาวเรอ ไม่เผลอคิดใหม่ให้องค์กรแน่นอนค่ะ








