เตรียมตัวพร้อมรับวิกฤติอย่างเท่ๆ

เตรียมตัวพร้อมรับวิกฤติอย่างเท่ๆ

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศเรากำลังจะเผชิญภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพียงแต่ช่วงหลังนี้มีหน่วยงานอิสระบางแห่งมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย ศก.บ่อย

ใจเย็นๆ นะครับ ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า ประเทศของเรากำลังจะเผชิญภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าในช่วงหลังๆ นี้มีหน่วยงานอิสระบางแห่งมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลค่อนข้างบ่อย และมีการแนะนำไปทางที่ไทยจะประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เราเคยเผชิญมาในช่วงปี 2540 ผมได้อ่านได้ยินได้ฟังก็นำมาพิเคราะห์ดูว่า หากมันเกิดขึ้นจริงแล้ว ผมพอจะมีสติปัญญาเพียงพอในการที่จะแนะนำท่านผู้อ่านที่รักให้เตรียมตัว (และก็ต้องเตรียมใจด้วย) ให้พร้อม หากจะว่าไปก็เป็นไปในลักษณะที่ผมพูดมาโดยตลอดว่า เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อให้ประวัติศาสตร์มารับใช้ปัจจุบัน เริ่มกันเลยนะครับ

 

สมมติท่านผู้อ่านของผมคนหนึ่งชื่อว่า สมชาย ทำงานกินเงินเดือนประจำ โบนัสได้บ้างไม่ได้บ้าง มีภรรยาหนึ่ง ลูกหนึ่ง อายุ 35 ปี ไม่มีหนี้ ภรรยาทำงานเป็นข้าราชการ อายุเท่ากัน คือ 35 ปี การดำเนินชีวิตก็มีความสุขดีตามอัตภาพ มีเงินออมในทุกรูปแบบรวมกันประมาณ 5 ล้านบาท วันหนึ่งคุณสมชายโพสต์ลงใน facebook  บอกว่าไม่สบายใจในข่าวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องนโยบายประชานิยมและการจำนำข้าว ยิ่งคิดยิ่งนอนไม่หลับ เกรงว่าจะมีวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 อีก แล้วจะทำให้ตกงานเป็นห่วงเมียและลูก อยากจะขอคำแนะนำจะมีทางใดที่บริหารจัดการเงินออมที่อุตส่าห์เก็บมาได้ตั้งห้าล้านให้ปลอดภัย เป็นหลักให้พึ่งพิงได้ (Safety net) หากเกิดอะไรขึ้น

 

คำตอบของผมมีดังนี้ครับ ข้อแรกการมีความกังวลใจเรื่องการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าได้มีความวิตกมากเกินไป เพราะเดี๋ยวต้องเอา saving ดังกล่าวมารักษาตัวซะเปล่าๆ  การมีความกังวลใจในเรื่องดังกล่าวและคิดถึงเงินออมที่ตนมี เป็นเรื่องที่ทุกๆ คนควรจะมี เพราะหมายถึงตัวเรามี investment plan ส่วนแผนดังกล่าวจะเป็นแผนที่ดีหรือไม่ดี นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ข้อที่สอง ปัจจุบันคุณสมชายจะบริหารจัดการเงินออมอย่างไร จากนี้ไปเมื่อมาปรึกษาผม ขอให้ผมจัดให้ ผมก็ขอจัดเต็มและจัดหนักไปเลย โดยมีเป้าหมาย คือ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในระยะเวลา 4-5 ปี ต่อไปนี้ คุณสมชายน่าจะมีเงินออมที่อยู่รอดปลอดภัย และสามารถจะอยู่ได้อย่างเท่ๆ ไม่ต้องลำบากลำบนกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาใช้  อย่างนั้นผมขออนุญาตจัด portfolio ให้คุณสมชายดังนี้นะครับ

 

ขอให้คุณสมชาย ปันเงินออมมาสัก 5% มาฝากเงินกับธนาคารเพื่อสำรองสภาพคล่องเผื่อฉุกเฉิน (Precautionary Demand for Money)  หากจะเอามาอีกสักล้านบาทไปซื้อสลากออมสินก็ไม่น่าจะเสียหาย ฟลุ้ค ๆ ถูกรางวัลใหญ่ขึ้นมาก็น่าจะทำให้ครอบครัวของคุณสมชายมั่นคงมากขึ้น เอาเงินอีกสัก 2 ล้านไปลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในตลาดทุน (Equity Fund) อีก 1 ล้านไปลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในตลาดต่างประเทศ เก็บไว้ห้าแสนสุดท้ายเอาไว้เก็งกำไรอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณสมชายมีความตื่นเต้นเพิ่มเติมรสชาติให้ชีวิต และแน่นอนหากได้กำไรก็จะทำให้ครอบครัวของคุณสมชายมั่นคงและมั่งคั่งมากขึ้น กล่าวโดยสรุป ผมจัดให้คุณสมชายดังนี้ ครับ

 

Cash                              1.25     ล้านบาท

Equity                            2.00     ล้านบาท 

Foreign investment         1.00     ล้านบาท

เก็งกำไร                         0.75     ล้านบาท

                                     5.00     ล้านบาท

 

เอาละสิ ตอนนี้มีคำถามมาอื้ออึงเลยว่าทำไมถึงจัดอย่างนี้ ลองฟังผมดีๆ นะครับ เหตุผลของผมมีดังนี้ 

 

 

ข้อที่ 1. การลุงทนดังกล่าวมีสภาพคล่องสูง ผมเน้นสภาพคล่องสูงเพราะว่าผมไม่มีทางที่จะ lock เงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ในหลายโอกาส ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพเป็นเงินสดได้ทันทีได้ การลงทุนในสลากออมสินถึงแม้ผลตอบแทนจะน้อย (น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์) แต่หากมีการลุ้นในรางวัลพอสมควรที่พอจะ enhance  yield ได้พอควร และผลตอบแทนไม่เสียภาษี การมีเงินฝากสองแสนกว่าบาทก็เผื่อไว้สำหรับเวลาฉุกเฉินต้องใช้เงินก็สามารถใช้ได้อย่างทันท่วงที สำหรับสลากออมสินก็มีอายุไถ่ถอนในระยะ 3 ปี

 

 

ข้อที่สอง ลงทุนในหุ้น ไม่กลัวหุ้นลงหรือ คำตอบ ก็คือ กลัวเหมือนกัน แต่การลงทุนมีความเสี่ยง หากจะต้องการผลตอบแทนที่สูง ก็ต้องเสี่ยง การที่เลือกลงทุนใน equity fund ก็เพราะมันมี Liquidity สูง (อีกนั่นแหละ) อีกทั้งจากนี้ไปเมื่อยุโรปเละตุ้มเป๊ะอย่างนี้ อเมริกาก็กระเตื้องช้ามาก การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศก็คงจะมายังภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยก็น่าจะได้รับอานิสงส์จากเงินทุน พวกนี้ไม่มากก็น้อย อีกประการหนึ่งในระยะเวลาที่คุณสมชายกลัวเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ ผมตีความไว้ว่า หากเกิดภายใน 4-5  ปี หุ้นก็น่าจะเป็นคำตอบเรื่อง liquidity ได้ดีที่สุด

 

 

ข้อที่สาม ลงทุนในกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ ผมไม่ได้ระบุไปว่าจะเลือกการลงทุนในกองแบบไหน ว่าจะเป็น กองหุ้น กองตราสารหนี้หรือกองผสม เหตุผลที่ผมแนะนำให้คุณสมชาย “go inter” ก็เพราะ ต้องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดท้องถิ่นเพียงตลาดเดียว ส่วนผลตอบแทนจะเป็นเท่าไรขอให้เป็นหน้าที่ของคุณสมชายเป็นผู้ตัดสินใจเองก็แล้วกันนะครับ มีข้อแนะนำเล็กน้อยว่า ให้ดูในรายละเอียดการลงทุนสักเล็กน้อย ว่ามีการบริหารความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่และไปลงทุนในสินทรัพย์ของเงินสกุลอะไร ต้องพิจารณาสภาพคล่องของเงินสกุลนั้นๆ ด้วย (อันนี้อาจจะยากอยู่พอควร เพราะพนักงานขายเองก็อาจจะไม่รู้เหมือนกัน) หากพิจารณาแล้วรู้สึกเวียนหัวหรือตัดสินใจไม่ได้ ก็ขอแนะนำให้ไปโปะกับกองทุนหุ้นตามข้อสองไปเลย

 

 

ข้อที่สี่ เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เก็งกำไร อันนี้เป็นการแนะนำที่ไม่ได้มีในตำราเล่มไหน หรือ fund manager คนไหนจะกล้าแนะนำ แต่ที่ผมแนะนำก็เนื่องจากว่า คนเรามันก็ต้องมีโอกาส “ลุ้น” อะไรที่มันนอกกรอบบ้าง แล้วผมก็มั่นใจว่าคุณสมชายก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว เมียก็มีแล้วหนึ่งคน ลูกก็มีแล้วหนึ่งคน คงจะไม่ไปเก็งกำไรอะไรที่มันโง่ๆ หรอก เงินก้อนนี้หากไม่ประสงค์จะจัด ก็เอาไปลงข้อไหนตามข้างต้นก็ได้ หรือจะเฉลี่ยๆ ไปเท่าๆ กันก็ไม่เสียหายอะไร

 

 

กล่าวโดยสรุป เงินออมห้าล้านบาท เก็บเป็นเงินสดและใกล้เคียงเงินสด 25% ลงทุนในหุ้น 40%  ลงทุนเมืองนอก 20% เอาไว้เก็งกำไรเล่นๆ 15% ในความเห็นของผมก็น่าจะพอเหมาะพอสมกับ profile ของคุณสมชาย  หากคุณสมชายมีเงินออมเข้ามาทุกๆ เดือน หากยังไม่พอที่จะไปลงทุนในกองทุนที่บอกก็อาจจะ “park”  ไว้ในบัญชีเงินฝาก ตามข้อหนึ่งไว้ก่อนก็ได้ พอได้เป็นก้อนใหญ่พอค่อยเอาไปกระจายตามที่บอก  

 

อย่าลืมนะครับ ทั้งหลายทั้งปวงของห้าล้านบาทอันนี้ จะต้องสามารถ “liquidate” กลายเป็นเงินสดได้ในแบบทันท่วงทีและจะต้องไม่ยืดเยื้อเกินกว่าปีที่สี่ เพราะหากเกิดวิกฤติจริง คุณสมชายอาจจะ “ติด” position ได้ และขอให้คำแนะนำอย่างหนึ่งว่า อย่าเชื่อใครนอกจากตัวคุณเองในสภาวะวิกฤติ บทเรียนจากประวัติศาสตร์ บอกไว้ว่า คนหรือคณะบุคคลที่ป่าวประกาศว่าอย่าตื่นตระหนกนั่นแหละ เป็นคนหรือคณะบุคคลที่พร้อมที่สุดและได้หนีไปก่อนแล้วทั้งสิ้น

 

ประการสุดท้ายเช่นเคยครับ ความเห็นทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นความเห็นส่วนตัวของผมไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น และขอได้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและนำไปใช้นะครับ  สวัสดี