ฝุ่นใต้พรมการศึกษา (2)

ฝุ่นใต้พรมการศึกษา (2)

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมได้เกริ่นถึงระบบการศึกษาในอดีตที่มีจุดอ่อนอยู่ และรอการแก้ไข

เพราะอนาคตบ้านเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการจัดการด้านการศึกษา ระบบการเรียนรู้ของเด็กๆ ในวันนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันในสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง อันเป็นรากฐานในการสร้างประเทศ
 

แต่สำหรับค่านิยมของปริญญาซึ่งเป็นใบเบิกทางสำหรับทุกอย่าง ทำให้สายอาชีวศึกษาถูกมองข้ามไป ทำให้พวกเขาหาทางออกโดยการยกพวกตีกันอย่างที่เราได้เห็นกันอยู่บ่อยๆ
 

ปัญหาที่เห็นจึงเหมือนภูเขาน้ำแข็งโผล่ยอดเล็กๆ มาให้เราเห็น นั่นคือ สังคมตั้งเงื่อนไขโดยไม่ให้ความสำคัญกับเขา ไม่มีทางออกให้ ขณะที่ปัญหาก้อนใหญ่ที่สังคมมองไม่ค่อยเห็นซ่อนอยู่ใต้น้ำ คือ นักเรียนสายสามัญเมื่อมุ่งที่ปริญญาอย่างเดียว ผลที่เกิดขึ้น คือ เมื่อนักศึกษาเรียนจบแล้วตกงานหลายหมื่นหลายแสนคน แต่ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมกลับขาดคนงานหลายหมื่นหลายแสนคนเช่นกัน
 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะอุตสาหกรรมในประเทศไทย เมื่อแบ่งประเภทแล้วมีประมาณ 800 ประเภท แต่ไม่เคยมีการศึกษาข้อมูลเลยว่าอุตสาหกรรมไหนเป็นอย่างไร มีการขึ้นลงอย่างไรบ้าง ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาก็เปิดสอนป้อนบัณฑิตในคณะต่างๆ เท่ากันทุกปีๆ ทำให้บางคณะนักศึกษาที่จบมาหางานทำไม่ได้ แต่บางสาขาที่อุตสาหกรรมนั้นๆ ยังเติบโตอยู่ แต่ไม่มีการเปิดสอน หรือเปิดสอนไม่เพียงพอ จึงขาดบุคลากรในสาขานั้นๆ
 

นักการเมืองทุกวันนี้ มีแต่นโยบายของรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยที่สุด เฉลี่ย 1 ปี 1 คน นโยบายจึงเปลี่ยนตลอด ซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะนโยบายควรจะเป็นนโยบายแห่งชาติและรัฐมนตรีจะเป็นซีอีโอที่จะขับเคลื่อนให้นโยบายการศึกษาที่เคยตั้งไว้ 10 ปีให้เกิดขึ้นได้
 

รัฐมนตรีแต่ละคนมีนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในองค์ประกอบย่อย แต่เปลี่ยนโครงสร้างหลักไม่ได้ เหมือนการสร้างบ้านที่จะตกแต่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่กระทบฐานรากไม่ใช่การทุบบ้านสร้างใหม่เหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ประสิทธิภาพและการบริหารหน่วยงานต่างๆ สะท้อนถึงการศึกษาว่าไม่ได้มีการฝึกฝนคนให้รู้จักเคารพระบบ จึงควรตั้งนโยบายให้กับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปี ซึ่งต้องไปศึกษาพฤติกรรมของพวกเขาว่า ตั้งแต่เด็กเริ่มอ่านหนังสือได้มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง มีวิธีคิด วิธีเรียนรู้อย่างไร ฯลฯ
 

การศึกษาเป็นหัวใจหลัก และเป็น 3 คำตอบที่สำคัญของการสร้างชาติ คุณภาพของคนกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดของประเทศ การจะขับเคลื่อนสังคมให้มีคุณภาพ อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจจะดี คนต้องมีคุณภาพ ไม่เช่นนั้น จะแข่งขันกับทั่วโลกไม่ได้
 

ปัญหาเด็กตีกัน ไม่เคารพกติกากัน หากลองพิจารณาดูทั้งหมดมาจากคุณภาพของคน ในอนาคตจะเป็นการแข่งขันกันที่ต้นทุนของคน ในทางกลับกัน ค่านิยมการเลือกเรียนครูกลับลดต่ำลงมาตลอด ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ทำไมไม่ทำให้มีการสมัครเรียนครู และทำให้ครุศาสตร์เป็นคณะที่เด็กเรียนเก่งอยากเรียนเป็นอันดับแรกเหมือนกับแพทยศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ที่เด็กที่เรียนเก่งในวันนี้เลือก
 

แนวคิดเช่นนี้ ประยุกต์ใช้ได้ทั้งการบริหารการศึกษา หรือจะเป็นบริหารองค์กรที่ต้องดูที่ต้นตอของปัญหาแล้วค่อยๆ ตีกรอบปัญหาเข้ามา แล้วจะพบว่า ปัญหาที่เห็นอาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ของปัญหาใหญ่ที่ให้เรามาแก้ไขก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้