"Facebook ซื้อ Instagram 1 พันล้านดอลลาร์" เป็นข่าวใหญ่ ที่สะเทือนวงการของ Social Media เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หากไม่นับกระแสนิยมท้องถิ่น "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ที่โด่งดังในช่วงเวลาเดียวกัน ท่ามกลางกระแสข่าวของ Instagram หนึ่งคำถามที่ตามมา คือ การก้าวเดินต่อของ Google เพราะในเวลานี้ Facebook และ Google กำลังช่วงชิงความเป็นหนึ่งในธุรกิจ Social Media และทั้งสองต่างมีระบบนิเวศน์ของธุรกิจที่เกือบจะลอกเลียนแบบกัน
ในภาคพื้นอาเซียน ได้เกิดอีกข่าวคราวหนึ่ง ที่อาจเป็นกรณีศึกษา สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องรวมถึงไทย นั่นคือ การที่เวียดนามได้เชื้อเชิญให้ Google และ Facebook มาเปิด Office ในประเทศ โดยผิวเผินนั้น อาจแลดูเหมือนเป็นการเสริมการลงทุน เพื่อพัฒนาการของอุตสาหกรรมโซเชียล มีเดีย ในเวียดนาม เมื่อถึงเวลาที่เวียดนามได้พัฒนา Silicon Valley ในรูปแบบของตัวเอง
เวียดนามมีพัฒนาการทาง ICT ที่สูงกว่าประเทศไทย โดยได้เริ่มให้บริการ 3G ตั้งแต่ 2009 และดิจิทัลทีวี ตั้งแต่ 2010 ปัจจุบัน มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ 34% ของประชากร และยังมี Social Network ของตัวเอง คือ Zing Me ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า Facebook และยังมีระบบนิเวศน์ของตัวเองอีกด้วย เช่นมี Zing Farm ซึ่งเป็น Social Game ในรูปแบบที่คล้าย Farmville
กรณีของเวียดนาม สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในภาคพื้นเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ซึ่งต่างมี Social Network ของตัวเอง ที่มีความแข็งแกร่ง และในบางประเทศ ยังมี Search Engine ที่เป็นของตัวเองอีกด้วย และมีความแข็งแกร่งที่ไม่แพ้ Google
อย่างไรก็ดีสาระสำคัญของการเชื้อเชิญ Google และ Facebook มาเปิด Office ในเวียดนาม กลับมีเหตุผลทางการปกครอง นั่นคือ ธุรกิจออนไลน์ที่ให้บริการต่อประชาชนเวียดนามเป็นจำนวนมาก จะต้องมาเปิด Office ในเวียดนาม เพื่อประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งกฎเกณฑ์ข้อนี้ Ministry of Information and Communication ของเวียดนาม กำลังจะประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับ
การให้บริการธุรกิจออนไลน์จากนอกประเทศ เป็นแนวทางปฏิบัติที่มีแม้แต่ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน Social Media ที่มีการใช้งานสูงสุด เช่น Facebook, Twitter ฯลฯ ล้วนเป็นการให้บริการจากนอกประเทศ โดยที่ธุรกิจมิได้มี Office อยู่ในประเทศไทย ที่ผ่านมา การกำกับดูแลด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550 จึงไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับเป็นการขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการที่อยู่นอกประเทศ ทั้งนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550 จึงมีผลใช้บังคับกับเฉพาะผู้ให้บริการที่มี Office อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ในขณะที่ธุรกิจออนไลน์ที่มีการใช้งานสูงสุดในประเทศ กลับไม่สามารถกำกับดูแลได้ เพราะล้วนให้บริการจากนอกประเทศทั้งสิ้น
จนเป็นข้อถกเถียงว่า ธุรกิจออนไลน์ของไทย อาจเกิดประโยชน์ทางธุรกิจ และลดความเสี่ยงทางกฎหมาย หากย้ายไปให้บริการจากนอกประเทศ
เรื่องราวดังกล่าว ได้สะท้อนถึงความเป็นไปในโลกไร้พรมแดน ที่ส่งผลจากเทคโนโลยี ICT ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นในธุรกิจออนไลน์ ที่มาจากโลก New Media แต่แม้กระทั่ง Traditional Media เช่น ทีวีดาวเทียม ก็ยังประสบปัญหาจากการให้บริการจากนอกประเทศ ที่ไม่สามารถกำกับดูแลภายใต้กฎหมายของไทยได้ และได้ปรากฏเป็นข่าวคราว ของการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่สามารถถูกควบคุมได้
กรณีของเวียดนาม เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา ของการกำกับดูแล ที่พยายามไล่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ICT ที่เกิดเป็นโลกไร้พรมแดน และช่องว่างของการกำกับดูแล และประเทศไทย
ในฐานะเพื่อนบ้าน ที่เคยมีการแข่งขันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ ควรศึกษาเป็นตัวอย่าง เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงการออกกฎหมายให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ให้ทันการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคของ 3G, 4G LTE และดิจิทัลทีวีต่อไป









