เอตทัคคะ ปลูกต้นกล้าทางธรรม น้อมนำชีวิต

เอตทัคคะ ปลูกต้นกล้าทางธรรม น้อมนำชีวิต

คุณเข้าวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? มีใครปฏิเสธบ้างว่า คำถามนี้ ดูไกลเกินความจริง

ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หลังคนไทยเริ่มห่างศาสนาในยุคปัจจุบัน อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความวุ่นวายทีในสังคมมากมาย และยังทวีปัญหามากขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็น คนเราใช้ศาสนาในชีวิตประจำวันน้อยมาก โดยเฉพาะศาสนาพุทธ

“ความเปลี่ยนแปลงที่เห็น เริ่มตั้งแต่เยาวชนขึ้นมาเลย เราห่างศาสนามากขึ้น สังเกตง่ายๆ วันนี้เทรนด์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่งเด็กมาปฏิบัติธรรมลดลง สมัยก่อนที่เราจัดบวชเณรฤดูร้อน แต่ละปีมีเด็กแย่งกันมาบวช 300-400 คน แต่ทุกวันนี้จะเปิดรับสมัครสัก 100 คนยังยากเลย ถามว่าเขาไปทำอะไร เขาไปเที่ยวต่างประเทศ ไปแคมป์ เพราะพ่อแม่นิยมให้ลูกเก่งมากกว่าคิดถึงเรื่องการบ่มเพาะเด็กให้มีคุณธรรม ให้ความสำคัญแต่ในแง่พัฒนาการด้านการศึกษา ทำอย่างไรให้ลูกเก่ง แข่งขันกัน อวดกันในโซเชียลมีเดีย อันนี้เป็นค่านิยมบริโภคที่กำลังถาโถม” มณเธียร ธนานาถ นายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ฉายภาพสะท้อนของสถานการณ์ศาสนาในปัจจุบัน

เอตทัคคะ ปลูกต้นกล้าทางธรรม น้อมนำชีวิต

สังคมมีสติ ด้วยมรดกธรรม

ที่ผ่านมาคนไทยได้เรียนเรื่องพุทธศาสนาในตำราเรียน แต่บ่อยครั้งที่ไม่รู้ว่า “How to” หรือวิธีนำมาใช้ดำเนินชีวิตอย่างไร

“ผมเชื่อว่าทุกศาสนาสอนทุกคนให้เป็นคนดี เพียงแต่ศาสนาพุทธอาจสอนลึกลงไปกว่านั้นคือวิธีการทำใจให้บริสุทธิ์ การเกิดปัญญา เพื่อเอาตัวเองออกจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ลำดับแรกสุดมนุษย์ควรมีสติก่อน รู้ว่าคืออะไร เกิดขึ้นเพราะอะไรอย่างไร พอหลังจากมีสติก็จะเกิดปัญญาตามมา อย่างที่เขาเรียกว่า “สติมาปัญญาเกิด” แต่ถ้าขาดสติอะไรก็เกิดขึ้นได้” นายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าว

“เราทุกคนต่างล้วนใช้ชีวิตโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ หิริโอตัปปะที่เริ่มเหือดหายไป สวนทางกับการไหล่บ่าของเทคโนโลยี ที่ทุกอย่างไปเร็วมาก เมื่อทุกอย่างด่วนไปหมด ใจเราก็ด่วนเหมือนกัน วันนี้ เราแค่เห็นข้อความบางอย่างก็มีอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว เรามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะใช้สติที่จะไตร่ตรองใคร่ครวญ แต่สังคมวันนี้หันไปยึดเหนี่ยวยกย่องเน็ตไอดอลต่างๆ ผมไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีนะ แต่สุดท้ายเรากลับไม่ได้ถูกอบรมให้ฝึกปฏิบัติใจให้อยู่ในศีล กรอบความดีงาม ไม่เบียดเบียนกันในสังคม อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้”

เอตทัคคะ ปลูกต้นกล้าทางธรรม น้อมนำชีวิต

ธรรมเข้าใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าถึง

มณเธียรยืนยันว่า พระธรรมคำสอนนั้นเป็น “มรดกธรรม” ที่พระพุทธเจ้ามอบให้กับพุทธศาสนิกชนเพื่อชีวิตมีสติ อยู่ในความไม่ประมาท

“ถามว่าทำไมต้องมีศาสนา เพราะศาสนามีไว้จัดการเรื่องบางอย่างในใจ ที่ทางโลกเอาไม่อยู่ มันต้องมีบางอย่างที่คนยึดถือในสิ่งที่ดีเพราะหากคนหมดความเชื่อเรื่องสิ่งที่ดีและไม่ดี ทุกคนก็คงทำอะไรตามใจตัวเอง เบียดเบียนกันแต่ทุกคนมักคิดว่า “เราเอาอยู่” มองว่าน่าจะจัดการมัน (ปัญหา)ได้ แต่ถึงเวลาจริง ทุกอย่างไหลไปตามกระแสหมด

ศาสนา คือหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นความเป็นจริงที่ท่านค้นพบจากธรรมชาติและชีวิต และนำมาสอนเราเพื่อให้เรารู้ว่าเราจะจัดการตัวเองอย่างไรถ้าคนทั้งประเทศมีแค่ศีล 5 อย่างเดียว ผมเชื่อว่าเราไม่มีการฆ่ากันอย่างที่เห็นแน่นอน”

“แต่ธรรมะเราเข้าใจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเข้าถึงด้วย”

มณเธียรเอ่ยอีกประเด็นสำคัญขึ้น ทำให้เราต้องเกิดคำถามต่อว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าการเข้าถึง?

“เหมือนเราเรียนขี่จักรยานหรือว่ายน้ำ ที่เรียนอย่างเดียวไม่พอ ก็ทำไม่ได้ แต่ต้องใช้การฝึกฝน นั่นคือทำไมเราต้องปฏิบัติธรรม ทำไมเราต้องเดินจงกลม ทำไมต้องหลับตา แต่การฝึกฝนบ่อยๆ เหล่านี้จะเกิดความเคยชิน สามารถปล่อยวาง ทันความคิดตัวเอง แล้วอย่างถ้าเราขี่จักรยานเป็นแล้วอีกยี่สิบปีต่อมาเราก็ยังเป็นอยู่เราต้องสร้างพื้นฐานตรงนี้ นี่เป็นพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนควรมี เราถึงส่งเสริมการฝึก แค่สามวันห้าวันก็ยังดี” เขาอธิบาย

“บางคนฟังธรรมะอารมณ์ดี แต่พอออกจากวัด แค่โดนคนขับรถปาดหน้าแทบจะฆ่ากันเลย

หรือบางทีมาวัด เอากิเลสออกไปหยกๆ กลับมาใช้ชีวิต เราก็มีกิเลสตัวใหม่รออยู่ด้านหน้า

 เราได้เห็นแล้วว่าทุกวันนี้โรคทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนมากขึ้น เด็กทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตาย ถูกบุลลี่ มีความเครียดสูง และเขาไม่รู้จะออกอย่างไร เพราะพ่อแม่อัดทุกสิ่งที่ทุกอย่างให้กับลูก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ยกย่องคนเก่งและให้ค่านิยมคนหน้าตาดี แต่ลูกไม่มีตัวเลือกเลย เมื่อกระแสสังคมเป็นแบบนี้ คนไหลไปตามกิเลส แล้วอะไรที่จะดึงให้เขาไว้? นั่นคือเหตุผลที่เราต้องมีศีล สมาธิ และปัญญา ที่จะทำให้เราฝึกการไม่โกรธไม่โมโหคน เวลาใครมีบุลลี่เราก็จะไม่เศร้าสร้อย”

เอตทัคคะ ปลูกต้นกล้าทางธรรม น้อมนำชีวิต

ชีวิตเดินไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

มรกต ศรีแสงนาม ประธานโครงการเอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนากล่าวว่า

การได้รับฟังธรรมะ หรือคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า​ธรรมเทศนา จะทำให้เกิดความรู้สึกน้อมนำใจสิ่งเหล่านี้ให้มาปฏิบัติมาใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดธรรมจริยา คือระดับศีล สมาธิ ปัญญา

“เมื่อกายใจของเราอยู่ในศีลมีสมาธิมากขึ้น มีความยับบั้งชั่งใจ ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ถ้าเราใส่สติลงไปนิดเดียว ก็จะไม่เกิดความรุนแรง วุ่นวายในทุกเรื่อง”

มรกตเอ่ยว่า ข้อธรรมเหล่านี้ เป็นทางออกในการรับมือกับสิ่งต่างๆแม้แต่ความ panic เรื่องโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้น การมีสติ จะทำให้เราไม่ตื่นตระหนกและมีสติที่จะคิดพิจารณาในการดูแลตัวเองมากกว่าความตกใจ

“ธรรมเป็นเรื่องที่อยู่ในตัวเรา แต่เราไม่ได้ใช้เวลาในการฝึกฝน แต่หันไปฝึกฝนกับกิเลส ตอบสนองสิ่งเร้า ความอยากที่มากเกินสมดุล อย่างเรื่องโรคภัยหากมองเป็นขั้นของความธรรมดา เราจะเห็นว่าเป็นความธรรมดาของโลก มันเกิดขึ้น แล้วเราควรทำอย่างไร จริงๆ ทุกคนทราบว่า ความตาย ความป่วยเป็นเรื่องธรรมดา เป็นกฎไตรรัตน์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในวันนี้เรามีแพทย์ช่วยรักษา ทุกคนพยายามต่างทำหน้าที่ดีที่สุด ดังนั้นแทนที่เราจะเศร้าใจ หวาดกลัว เรานำธรรมะมาใช้ สร้างความปกติของใจ ให้เป็นวงจรวิถีชีวิตของเรา”

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เมื่อโลกกำลังอยู่ในยุคที่เปลี่ยนไป ศาสนายังจำเป็นอยู่หรือไม่ และต้องปรับตัวอย่างไร

“มันเป็นเรื่องของทัศนคติ อย่างวันนี้เราบอกให้เด็กมานั่งสมาธิเขาบอกไม่เอา แต่ถ้าเราไปเห็นที่เมืองนอก จะพบว่าฝรั่งเขากำลังพูดถึงเรื่อง meditation mindfulness หรือกูเกิ้ลกำลังทำคอร์ส search inside yourself ความจริงคือการนั่งสมาธิ นั่นแหละเราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเท่ทันที” มณเธียรชี้แจง

ด้านมรกตอธิบายว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน คือมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน รักโลภโกรธหลง มีมาตั้งแต่เกิด แต่อาจมียุคสมัยเปลี่ยน ซึ่งเธอยอมรับว่าวันนี้ภาษาการนำเสนอพุทธศาสนาในบริบทของสังคมยุคใหม่อาจต้องเปลี่ยนตาม

“ที่จริงศาสนาไม่ต้องปรับอะไรเลย เพราะศาสนาเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องจริงที่มีอยู่แล้วบนโลก แต่วิธีการต่างหากที่ต้องเปลี่ยนไป อย่างองค์กรยุวพุทธฯ เป็นองค์กรเผยแผ่ทุกช่วงวัย ทุกครอบครัว ครอบครัวไทย นานาชาติ พระวิปัสสนา เรามีหลากหลาย นั่นเพราะเราพยายามสร้างความหลากหลาย และให้องค์กรทุกหน่วยของครอบครัวเข้ามาทุกวันนี้ยอมรับว่าค่านิยมเปลี่ยนไปแต่เราเชื่อว่ายุวพุทธฯไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทุกคนมีบทบาทในการส่งเสริม ขอเพียงอย่ามองว่าศาสนาเป็นเรื่องปิด เรื่องห่างไกล” มรกตชี้แจง

เอตทัคคะ ปลูกต้นกล้าทางธรรม น้อมนำชีวิต

เอตทัคคะ ไอดอลจากพุทธกาล

ดังนั้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และเพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจมีความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนเกิดความซาบซึ้งในพุทธศาสนาและสามารถน้อมนำข้อธรรมเหล่านี้ไปเป็นข้อคิดและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดงาน “เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา” โดยเป็นการจัดธรรมบรรยายประวัติและปฏิปทาพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนาตลอดทั้งปี 2563

“เอตทัคคะ” หมายถึง ผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางหนึ่งเป็นพิเศษ เป็นตำแหน่งที่พระพุทธเจ้าได้ประทานแต่งตั้งให้พระสาวกของพระองค์ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งหมด 74 ท่าน โดยทางโครงการฯ ได้คัดเลือกเอตทัคคะ 9 ท่าน มาบรรยายประวัติ เกร็ดชีวิตและวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของพระอริยสาวก

มณเธียรช่วยอธิบายง่ายๆ ว่า หากเปรียบในยุคปัจจุบัน “เอตทัคคะ” เป็นเรื่องราวจากคนธรรมดาเป็นไอดอลได้อย่างไร

“คุณสามารถถไปถึงจุดที่เข้าถึงพระธรรมได้ เอตทัคคะเป็นเหมือน specialist ความยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน มาจากคนธรรมดา ถ้าได้ฟังจะพบว่าเป็นไอดอลที่มีมาครั้งพุทธกาล และพระพุทธเจ้าท่านพูดไว้ในมงคลสูตร ผมมองว่าคนที่ไม่เคยฟังมาก่อนเลย สัมผัสมาก่อน หากได้ฟังแล้วอาจพบว่ามีตรรกะบางอย่างที่ดีๆ สามารถนำไปใช้ได้ ขณะที่คนเคยฝึกปฏิบัติอยู่แล้วก็มาฟังเพื่อเพิ่มเติมให้คนก้าวหน้าอยู่แล้ว”

 

เติมวัคซีนชีวิตด้วยพุทธรรม

มรกตให้มุมมองอย่างเข้าใจว่า สำหรับคนทั่วไปธรรมะบางอย่างเหมือนยาขม ยาง่วงนอน แต่เอตทัคคะ เป็นประวัติเรื่องราวของบุคคลที่อยู่ในครั้งพุทธกาล มีทั้งพ่อค้าวาณิชย์ เศรษฐี ยาจก กิจกรรมครั้งจะทำให้ทราบว่าเขาเหล่านี้ ดำเนินชีวิตอย่างไร โดยเอตทัคคะจะเป็นประตูบานแรกที่จะทำให้คนเราเข้าถึงหลักธรรมอีกส่วนหนึ่งคือโครงการนี้อยากสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นมาใหม่ เหมือนในอดีตที่ปู่ย่าตายายจูงลูกหลานมาฟังธรรม

“เราเห็นว่าเยาวชนทุกเจนห่างเหินจากศาสนาพุทธไป จึงทำอย่างไรให้ครอบครัวเข้ามาอยู่ด้วยกันการฟังธรรมเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดสัมมาทิฐิ ความถูกต้องเป็นเหตุเป็นผล การเปิดโอกาสให้คนเข้ามาฟังธรรม ซึ่งถ้าถามเด็กรุ่นใหม่ที่วันนี้ครอบครัวไม่ได้จูงพาลูกหลานมาฟังธรรมแล้ว เราจึงมีหน้าที่เกื้อกูลให้คนมามีโอกาสชิมรสพระธรรม เมื่อได้ฟังแล้วเกิดปัญญา เพราะเราจำเป็นต้องใส่วัคซีนให้กับเขา

“เด็กถ้าเคยฝึกมาก่อน แล้วพอโตขึ้นวัยรุ่นเขามีความรัก เมื่อเผชิญบริบทของความหลง เด็กที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขาก็จะเกิดความหลง หรือคิดวางไม่ได้ ไม่มีภูมิคุ้มกันแต่คนที่ใจเคยถูกฝึกมาบ้าง เขาจะรู้วิธีในการตั้งสติได้เร็ว ดังนั้นโครงการฟังธรรม ความจริงกิจกรรมเรามีหลายแบบ แต่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากฟังธรรมก่อน อันดับแรกคือทำให้เกิดศรัทธา ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นทุกอย่าง จูงให้เราไปสู่ปัญญา”

พระไพศาลวิสาโล กล่าวถึงโครงการนี้ว่า การศึกษาเรื่องราวของเอตทัคคะจะ ได้ฟังทั้งพระธรรมของพระพุทธเจ้าและการศึกษาชีวิต

“เมื่อเราได้ศึกษาพุทธประวัติเหล่านี้ อาตมาเชื่อว่าจะเกิดกำลังใจ ในการดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติธรรม และเมื่อเราศึกษาหนทางพ้นทุกข์ของท่าน จะพบว่าวิธีการพ้นทุกข์ของแต่ละท่านจะน้อมนำมาสู่ตัวเรา ก็จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ และเป็นมงคลชีวิต ทำให้เราสามารถออกจากทุกข์ได้เป็นลำดับ”       

สำหรับการบรรยายธรรม “เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา” จะจัด 9 ครั้ง ตลอดปี 2563 ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ซอยเพชรเกษม 54 กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊กYUWAPUT, www.ybat.org, www.thaihealth.or.th หรือโทร. 02-455-2525