วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ส้ม’ ผสม ‘เทคโนแครต’ ลดเพดาน ชิงเสียง ‘คนกลาง’ สู้ ‘ค่ายน้ำเงิน’

‘ส้ม’ ผสม ‘เทคโนแครต’ ลดเพดาน ชิงเสียง ‘คนกลาง’ สู้ ‘ค่ายน้ำเงิน’

เผยโฉมกันไปแล้ว 2 คน สำหรับ “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” โดยเปิดตัว 2 ว่าที่รัฐมนตรี  หากพรรคประชาชน(ปชน.) เป็นรัฐบาล 

คนแรกคือ "ศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน" อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนต่อมาคือ “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูต “เกรดเอ” และอดีต 250 สว.ที่ยกมือโหวต “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ปี 2566

สำหรับ “ศ.ดร.มุนินทร์” ถูกบางฝ่ายประเมินกันว่า มาจากสาย “ธรรมศาสตร์คอนเนกชั่น” กล่าวคือ ศ.ดร.มุนินทร์ มีสายสัมพันธ์อันดีในทางวิชาการกับ “ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์-ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” 2 อดีตอธิการบดี มธ. โดย “ดร.สมคิด” คือ หนึ่งในบุคลากรที่หลายยุค-หลายรัฐบาลเชิญมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะยุค “น้ำเงิน-ส้ม” ที่ผนึกกำลังกันชั่วคราว หวังแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา

ว่ากันว่า “ศ.ดร.สมคิด” เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญ ในการเจรจาหารือกับ “ฝ่ายส้ม” หาจุดกึ่งกลางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” ถูกพรรคก้าวไกล เชิญมาเป็นพยานสำคัญ เพื่อต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกล เมื่อต้นปี 2567 ที่ผ่านมา นั่นจึงทำให้มองว่าการเทียบเชิญ “ศ.ดร.มุนินทร์” มาเป็น รมว.ยุติธรรม อาจมาจากสาย “2 อดีตอธิบดี มธ.” ดังกล่าว

ส่วน “พิศาล มาณวพัฒน์” ในทางการทูตไม่มีใครปฏิเสธตำแหน่งในอดีตของเขา เคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา อินเดีย แคนาดา และอดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเคยนั่งเป็นบอร์ดทีดีอาร์ไอ หนึ่งในสถาบันทางความคิดผลิต “เทคโนแครต” คนสำคัญของการเมืองไทยอีกด้วย

สาเหตุประการสำคัญที่น่าจะทำให้ “พิศาล” ถูกเลือกมาเป็น รมว.ต่างประเทศ ในครั้งนี้ แม้ว่าเขาจะเคยเป็น 250 สว.ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คัดเลือกมาก็ตาม แต่ในระหว่างนั้นเขาคือ 1 ใน สว.ที่ลงมติ “ปิดสวิตช์ สว.” ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากหลายพรรค 

ขณะเดียวกันหลังเลือกตั้งปี 2566 เขาคือ 1 ใน 13 สว.ที่โหวตเห็นชอบให้ “พิธา” เป็นนายกฯ แต่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ส่งผลให้ “พิธา” อดเป็นนายกฯ และ “พรรคเพื่อไทย” พรรคอันดับ 2 ได้ไปรวบรวมเสียงข้างมาก เพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลเองในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดีล่าสุด มีแรงค่อนแคะจากแฟนคลับด้อมส้มบางส่วนว่า ชื่อของ "พิศาล" อาจไม่เหมาะสม จากพฤติกรรมในอดีต โดยเฉพาะเมื่อครั้งเขาเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐ ในช่วงปี 2557 และมีท่าที "สนับสนุน" คณะรัฐบาลจากการรัฐประหารในครั้งดังกล่าว ซึ่งสวนทางกับ "อุดมการณ์ส้ม"

การเปิดตัว 2 ว่าที่รัฐมนตรีของ ปชน.ดังกล่าว เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดา “แฟนคลับส้ม” ได้เป็นอย่างดี โดยมองว่าพรรคมีพัฒนาการขึ้น ในการเชิญบุคลากรระดับ “แบรนด์เนม” ในหลายแวดวงอาชีพ เข้ามาช่วยเหลืองานบริหารของพรรค 

อย่างไรก็ดียังมีสมาชิก “ด้อมส้ม” บางส่วน มองว่าเป็นการ “ลดจุดยืน” ของพรรคลง เนื่องจากการเชิญคนนอกเข้ามา อาจทำให้แย่งตำแหน่งแห่งที่ของคนที่ “ภักดี” และอยู่ช่วยเหลือพรรคมาเป็นเวลานานได้ โดยเฉพาะหลักการในฐานะ “พรรคมวลชน”

หากมองจุดยืน ปชน.ในการเลือกตั้งปี 2569 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ 3 ประการสำคัญ ผ่านนโยบาย “Grand Compromise” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตผู้นำพรรค ที่ไม่ชอบให้ถูกเขียนว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณสีส้ม

1.พรรค “ลดเพดาน” ลงอย่างมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการ “ปฏิรูปสถาบันฯ” แน่นอนว่าการหาเสียงหรือพูดถึงการ “แก้ไข มาตรา 112” ไม่สามารถทำได้ในเชิงปฏิบัติ เพราะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ค้ำคอ” ไว้ แต่นอกเหนือจากเรื่องนี้ พรรคไม่มีการพูดถึงประเด็น “ปฏิรูปสถาบันฯ” ในแนวทางอื่นๆ อีกเลย ทั้งที่เป็นหนึ่งใน “จุดขาย” ของพรรค ที่ทำให้ได้รับเลือกตั้งยุคอนาคตใหม่ปี 2562 และชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามก้าวไกล

เรื่องนี้ถูกพูดอย่างชัดเจนที่สุดผ่าน “ศ.ดร.มุนินทร์” ว่าที่ รมว.ยุติธรรมของ ปชน. ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย InsideThailand” เมื่อ 6 ม.ค. ว่า “พรรคชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีนโยบายการแก้ไขมาตรา 112 เพราะติดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ลืมไปได้เลย” ขณะที่การ “นิรโทษกรรม” ผู้ต้องหาทางการเมือง หรือคดีตามมาตรา 112 นั้น โยนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ “รัฐสภา” และ “ฉันทามติ” ของสังคมแทน

2.การคัดเลือกผู้สมัคร สส.ของ ปชน.มีหลายคน “กังขา” ทั้งในด้านจุดยืนเกี่ยวกับ “บางปีก” ของพรรค หรือบางคนถูกมองว่าเป็น “เด็กเส้น” ของบรรดา “บิ๊กเนม-ผู้บริหาร” ภายในพรรค ทำให้บางคนแม้จะอยู่กับพรรคมาอย่างยาวนาน ต้องถูก “เขี่ยออก” ไป เช่น พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท ซึ่งล่มหัวจมท้ายกับพรรคมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ หรือล่าสุด “นิว” กัลยพัชร รจิตโรจน์ อดีต สส.ก้าวไกล จนมาถึง ปชน. ที่ “ทิ้งบอมบ์” ใส่พรรค ก่อนลาออกจากสมาชิกไป นี่ยังไม่นับอดีต สส.หลายคน ที่ไม่ผ่าน “เกณฑ์การคัดตัว” จนต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่น เพื่อสู้เลือกตั้งครั้งนี้

3.ความเพลี่ยงพล้ำในยุทธศาสตร์การเมืองของพรรค ไล่เลียงมาตั้งแต่การยอม “ดีล” กับ “ภูมิใจไทย” ผลักดัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจาก สส.บางคน-สมาชิกบางส่วนในพรรค โดยหวังแลกให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่งเจอ “ต้มส้ม” จนหน้าหงายกันไป ต้องออกมาขอโทษขอโพยกันปลายปีที่ผ่านมา นี่ยังรวมถึงนโยบายด้าน “การทูต-การทหาร” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่กล้าทวนกระแส “ชาตินิยม” อันเชี่ยวกราก เพื่อยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่น จนสุดท้ายต้องไหลตามน้ำไป และมาแก้ตัวพัลวันในประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” กันในตอนนี้

ขณะที่สถานการณ์การเมือง ณ เวลานี้ มีความเป็นไปได้แค่ “ภูมิใจไทย” หรือ “ปชน.” 1 ใน 2 พรรคนี้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ท่ามกลางกระแส “ไทยขวาหัน” กระแสอนุรักษนิยมยังสูง หลังการเปิดตัว 3 รองนายกฯของ “ค่ายน้ำเงิน” ทั้ง “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” ได้ใจ “ชนชั้นกลาง-อีลิต” ไปจำนวนไม่น้อย จนกลายเป็นลมใต้ปีกหนุน “ภูมิใจไทย” ให้กำลังติดลมบนอยู่ตอนนี้

ล่าสุด ปชน.ต้อง “งัดไม้ตาย” ออกมาสู้กับ “ค่ายน้ำเงิน” โดยโชว์ยุทธศาสตร์ดึง “เทคโนแครต-นักวิชาการ” ตามแคมเปญ 

The Professionals" ออกมาต่อสู้ในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้รับรู้กันภายในพรรคมาสักระยะแล้ว เพราะที่ผ่านมาตัวเลือกของพรรคมีไม่มาก บุคลากรระดับ “เกรดเอ” ของพรรคส่วนใหญ่เป็น “สส.-อดีต สส.” ไม่มีคนระดับ “แบรนด์เนม” เข้ามาเป็นตัวชูโรงเลย

ดังนั้นยุทธศาสตร์การเปิดตัว “ทีมบริหารรัฐประชาชน” หลังจากนี้ จนถึง 15 ม.ค.มีความเป็นไปได้สูงว่า จะเชิญ “เทคโนแครต-นักวิชาการฝ่ายซ้าย-ผู้บริหารธุรกิจ” เข้ามาเติมเต็มจุดอ่อนของพรรค หวังแย่งฐานเสียงจาก “คนกลางๆ” ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกากบาทเลือกใครในการเลือกตั้งครั้งนี้

แม้ว่ายุทธศาสตร์นี้ ต้องแลกด้วยการ “กลืนเลือด” หลักการพรรคมวลชน ที่เทียบเชิญ “คนนอก” (หมายถึงนอกพรรคเลย) เข้ามาเป็น “เสนาบดี” กอบกู้วิกฤติของพรรคในตอนนี้

ยุทธศาสตร์นี้จะประสบความสำเร็จเห็นผลหรือไม่ หลังวันที่ 8 ก.พ.69 รู้กัน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์