วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เผยผู้บริโภคซื้อสินค้าเน้น ‘ความคุ้มค่า-ปริมาณเท่าที่จำเป็นใช้’

‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เผยผู้บริโภคซื้อสินค้าเน้น ‘ความคุ้มค่า-ปริมาณเท่าที่จำเป็นใช้’

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าจำเป็น ไม่ว่าเศรษฐกิจ กำลังซื้อผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร การกินใช้ยังมีอยู่ต่อเนื่อง “อายิโนะโมะโต๊ะ” หนึ่งในยักษ์ใหญ่นวัตกรรมเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ทิศทางตลาดสินค้าจำเป็นปี 2569 มองกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ หรือฟังก์ชันนอล อาหารพร้อมทาน อาหารพร้อมปรุง ยังมีโอกาสที่ดี ส่วน “ความคุ้มค่า” มากกว่า “ปริมาณ” คือโจทย์ที่แบรนด์ต้องรุกตลาด

โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2569 หมวดหมู่สินค้าที่จะมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเรื่องท่ามกลางความท้าทายของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย มองกลุ่มแรกเป็นอาหารสะดวกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat: RTE) อาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook: RTC) รวมถึงอาหารแช่แข็ง เนื่องจากตอบไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่มีเวลาจำกัด

‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เผยผู้บริโภคซื้อสินค้าเน้น ‘ความคุ้มค่า-ปริมาณเท่าที่จำเป็นใช้’

นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและฟังก์ชันนัลที่เสริมสร้างความกินดีมีสุขยังคง ยังมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างชัดเจน เนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับสุขภาพ การสร้างภูมิคุ้มกัน และสุขภาวะที่ดีโดยรวมมากขึ้น ซึ่งบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบสนองความต้องการกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผลิตภัณฑ์กลุ่มกรดอะมิโนอายิโนะโมะโต๊ะหรือ AminoMOF ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องดื่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสูตรน้ำตาลต่ำหรือไม่มีน้ำตาล อย่างแบรนด์เบอร์ดี้ เป็นต้น

“อายิโนะโมะโต๊ะมองปี 2569 หมวดสินค้าที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จะเป็นกลุ่มที่สามารถมอบคุณค่า ประโยชน์การใช้งาน และความสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังหรือต้องควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงอาหารที่เตรียมง่าย สะดวก แต่ยังคงคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่มักมีความแข็งแกร่งแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีแรงกดดัน”

บริษัทยังมองหมวดสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยช่องทางดิจิทัล ยังคงได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ การค้าขายผ่านช่องทางออมนิแชนเนล แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ผู้บริโภค เข้าถึงสินค้าเฉพาะทาง เปรียบเทียบคุณประโยชน์ และตอบสนองต่อโปรโมชั่นได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ที่วางจุดยืนหรือ Brand positioning ได้ชัดเจนมีโอกาสเติบโตได้รวดเร็ว

‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เผยผู้บริโภคซื้อสินค้าเน้น ‘ความคุ้มค่า-ปริมาณเท่าที่จำเป็นใช้’

จากโอกาสหมวดสินค้าจะเติบโตได้ดีในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ตอบไลฟ์สไตล์ความสะดวก ประโยชน์ที่ชัดเจน “ความคุ้มค่า” รวมถึงกระแสใส่ใจสุขภาพ ถือว่าสอดคล้องกับแนวทางและกลยุทธ์ระยะยาวของอายิโนะโมะโต๊ะ ซึ่งแผนธุนกิจในปีนี้ที่จะขับเคลื่อนการตลาดภายใต้แนวคิดหลัก “กินดี มีสุข” หรือ Eat Well, Live Well. ให้ความสำคัญกับการนำเสนอโซลูชันด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคกินดีขึ้น

ทั้งนี้ ตัวอย่างสินค้าในพอร์ตโฟลิโอที่จะรุกหนัก เช่น ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน “AminoScience” หรือการประยุกต์ใช้กรดอะมิโน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดในการพัฒนาโซลูชันด้านอาหารและโภชนาการที่สนับสนุนสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โภชนาการเพื่อสุขภาพแบรนด์ aminoVITAL® กลุ่มอาหารอย่าง Ajinomoto Quick Meals และ Ajinomoto Frozen Food ทั้งเกี๊ยวซ่า ไก่ทอดคาราเกะ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นต้น

‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เผยผู้บริโภคซื้อสินค้าเน้น ‘ความคุ้มค่า-ปริมาณเท่าที่จำเป็นใช้’

“ในฐานะบริษัทอาหารและโภชานาการ กลยุทธ์การทำตลาดของอายิโนะโมะโต๊ะในปี 2569 คือการมุ่งสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคผ่านอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สร้างความสะดวกสบายส่งเสริมความกินดีมีสุข ภายใต้แนวคิด Eat Well, Live Well. เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ในมื้ออาหาร แต่เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีในทุกวันด้วย”

สำหรับแนวโน้มตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทยปี 2569 คาดการณ์จะ “เติบโตในอัตราชะลอตัว” เนื่องจากเผชิญความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนพฤติกรรมผู้บริโภคมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นความท้าทายต่อเนื่องจากปี 2568 ที่ผ่านมา ดังนั้นอายิโนะโมะโต๊ะ ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบมากขึ้น มีการนำระบบและข้อมูลมาช่วยประเมินการบริหารต้นทุนและการประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างรอบด้าน ขณะที่การพัฒนาสินค้าและบริการต้องทำต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

“พฤติกรรมผู้บริโภคมีความรอบคอบและตั้งใจในการเลือกซื้อมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดจากการเลือกซื้อสินค้าในขนาดที่เล็กลง สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า หรือ Value for Money มากกว่าปริมาณที่ซื้อ ที่สำคัญผู้บริโภคมีการซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับการใช้งานจริง”