บันได นักปีน ทิวทัศน์ | คิดอนาคต

เมื่อพิจารณาพัฒนาการของสังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าแม้ผู้คนจำนวนมากกำลังสนทนาเกี่ยวกับอนาคตร่วมกัน แต่กลับมองเห็นอนาคตนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น บางกลุ่มมองปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและคุณภาพชีวิต ขณะที่บางกลุ่มกลับกังวลว่าเอไอกำลังมาแย่งงานทำให้เส้นทางอาชีพไม่มั่นคง
ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีลักษณะคล้ายกัน กลุ่มหนึ่งมองว่าเป็นวิกฤตเร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นมากและมีภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่อีกหลายกลุ่มกลับมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเมื่อเทียบกับปัญหาปากท้องในชีวิตประจำวัน ความแตกต่างเชิงการมองเช่นนี้ยังสะท้อนในเรื่องการเมือง นโยบายสาธารณะ และการเลือกตั้ง
หนึ่งในกรอบคิดที่อธิบายความแตกต่างดังกล่าว คือแนวคิด “บันได นักปีน ทิวทัศน์” (Ladder-Climber-View) ของ Ken Wilber ซึ่งเสนอว่า
มนุษย์มีพัฒนาการด้านกรอบการรับรู้ที่ค่อย ๆ เติบโตเป็น “ขั้นบันได” (Ladder) แต่ละขั้นสะท้อนมิติการมองโลกและชุดคุณค่าที่ให้ความสำคัญ ตั้งแต่ระดับเอาชีวิตรอดเฉพาะหน้า ระดับกลุ่มและชุมชน ไปจนถึงระดับสังคมหรือระบบนิเวศชีวิตทั้งหมด
คำว่า “นักปีน” (Climber) หมายถึง ปัจเจกบุคคลซึ่งกำลังเดินทางบนบันไดดังกล่าวผ่านประสบการณ์ชีวิต ความสำเร็จ ความล้มเหลว และการเรียนรู้ ไม่ว่าปัจเจกบุคคลจะยืนอยู่บนขั้นใด การมองโลกย่อมสอดคล้องกับบริบทชีวิตในช่วงนั้น ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทิวทัศน์ทางความคิด” ซึ่งกว้างหรือแคบแตกต่างกันไป
ในสังคมไทย คนทำงานจำนวนไม่น้อยยังเผชิญแรงกดดันด้านปากท้องและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยกว่า หนึ่งในสามของแรงงานยังอยู่ในระบบนอกระบบ และขาดหลักประกันพื้นฐาน จึงไม่แปลกหากหลายคนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตในปัจจุบันเป็นหลัก
ขณะที่อีกบางกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบเชิงโครงสร้างในระยะยาวและเห็นความจำเป็นของการปฏิรูปในหลายด้าน การสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางข้อมูล แต่สะท้อนกรอบการรับรู้ที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน
ในเรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจกับมาตรการสนับสนุนรายได้ระยะสั้น ก็เช่นกัน ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงพื้นฐานย่อมมองว่านโยบายลดค่าครองชีพหรือเสริมรายได้ฉับพลันตอบโจทย์ที่สุด เพราะช่วยบรรเทาความเสี่ยงทันที ขณะที่ผู้ซึ่งมองทั้งระบบในระยะยาวมักสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
เช่น การยกระดับทักษะแรงงาน ระบบนวัตกรรม งบประมาณและกฎระเบียบ เพื่อสร้างศักยภาพใหม่ในอนาคต ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่มากหรือน้อยกว่า แต่เกิดจากบริบทชีวิตและชุดความเสี่ยงที่เผชิญไม่เหมือนกัน
ความแตกต่างนี้ยังสัมพันธ์กับช่องว่างระหว่างรุ่น รุ่นที่เติบโตในบริบทขาดแคลนมักให้ความสำคัญกับความมั่นคงและระเบียบแบบแผน ขณะที่รุ่นที่เติบโตในโลกที่เชื่อมโยงสูงและไม่แน่นอนให้ความสำคัญกับเสรีภาพและความหมายส่วนบุคคลมากขึ้น ภายใต้โครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย โดยประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 20% แล้ว ความต่างของกรอบคิดระหว่างรุ่นจึงปรากฏชัดมากขึ้น
ในยุคดิจิทัล ทิวทัศน์ทางความคิดของผู้คนไม่ได้ถูกกำหนดเพียงจากประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น แต่ยังถูกเสริมแรงด้วยสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งคัดเลือกข่าวและมุมมองที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของผู้ใช้ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber)
เมื่อทิวทัศน์ทางความคิดถูกย้ำซ้ำอยู่ในกรอบเดิม ๆ การปีนบันไดไปสู่กรอบการรับรู้ที่กว้างขึ้นจึงเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น และทำให้การสนทนาสาธารณะมีแนวโน้มแตกเป็นกลุ่มย่อยแทนที่จะขยายความเข้าใจร่วมกัน
ภายใต้ทิวทัศน์ที่แตกต่างกันเช่นนี้ บทบาทสำคัญจึงตกอยู่กับภาวะผู้นำทั้งในภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ผู้นำที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องเข้าใจว่า ผู้คนยืนอยู่บนขั้นบันไดที่ต่างกัน และให้คุณค่ากับสิ่งที่ต่างกัน (multiple worldviews)
การสื่อสารนโยบายจึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอ “เหตุผลทางเศรษฐกิจ” แต่รวมถึงการเชื่อมโยงกับความมั่นคง ศักดิ์ศรี ความเป็นธรรม และความหวังที่ผู้คนมองหา การออกแบบการสื่อสารให้สัมผัสได้ถึงคุณค่าเหล่านี้ จะช่วยให้สังคมเคลื่อนผ่านความต่างโดยไม่แตกแยก
ในบริบทการเลือกตั้ง แนวคิดนี้ช่วยเสริมความเข้าใจว่าเหตุใดนโยบายหาเสียงจึงตอบสนองประชาชนที่ต่างกัน นโยบายระยะสั้นอย่างการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และปลดหนี้ มักสะท้อนความต้องการของผู้ที่ยังเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงพื้นฐาน ขณะที่นโยบายเชิงโครงสร้างระยะยาว เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว หรือการลงทุนด้านทักษะและนวัตกรรม มักสอดคล้องกับอีกกลุ่มที่มองไปไกล
หากเห็นร่วมกันว่าประเด็นระยะยาวอย่างโลกร้อนและการปฏิรูปโครงสร้างเป็นเรื่องสำคัญ พรรคการเมืองจำเป็นต้องเชื่อมโยงประเด็นเหล่านี้กับ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง เช่น เศรษฐกิจสีเขียวที่สร้างรายได้ใหม่ หรือเอไอที่เปิดโอกาสงานที่ดีขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าต้องเลือกระหว่างปัจจุบันกับอนาคต
แนวคิดบันได นักปีน ทิวทัศน์ จึงชี้ว่าความเห็นต่างเรื่องเอไอ โลกร้อน หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความแตกต่างด้านเหตุผล หากแต่เป็นความต่างของกรอบการรับรู้และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนเผชิญ พรรคการเมืองที่ดีจึงต้องออกแบบและสื่อสารนโยบายให้เชื่อม “ความมั่นคงวันนี้” กับ “โอกาสวันหน้า” อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และจับต้องได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวขึ้นบันไดไปสู่อนาคตร่วมกันได้จริง







