‘กัมพูชา’ หลังพิงฝา แก้เกมชายแดน ป่วนจุดยุทธศาสตร์ รอยต่อเลือกตั้งไทย

‘กัมพูชา’ หลังพิงฝา แก้เกมชายแดน ป่วนจุดยุทธศาสตร์ รอยต่อเลือกตั้งไทย

ยิงแล้วค่อยเจรจา กลยุทธ์เดิมกัมพูชา ป่วนชายแดนไทย ชิงความได้เปรียบ อยู่ที่ว่าฝ่ายไทยจะตั้งรับในช่วงรอยต่อเลือกตั้งอย่างไร

KEY

POINTS

  • “ช่องบก” คือ จุดเริ่มการปะทะรอบแรก หลังทหารไทยถูกทหารกัมพูชายิงใส่ขณะลาดตระเวน 
  • อนุทิน  เรียกพบ  รมว.กลาโหม เลขาฯ สมช. ประเมินสถานการณ์หลังทหารกัมพูชา ยิงกระสุนปืน ค. เนิน 469 พื้นที่ช่องบก
  • หลังหยุดยิงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเปราะบาง กำลังทั้งสองฝ่ายปรับกลยุทธ์ เสริมแนวที่มั่น รับสถานการณ์ที่อาจปะทุได้ทุกเมื่อ 

พลันที่ทหารกัมพูชา ยิงกระสุนปืน ค. เข้ามาในฐานทหารไทย บริเวณเนิน 469- ฐานภูมิมะละกอ ในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เช้าวันที่ 6 ธ.ค.68 ส่งผลทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย ขณะที่ทั้ง 2 ประเทศ อยู่ในห้วงข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเป็นไปตามสเต็ปของกัมพูชา ยิงเสร็จแล้วโทรศัพท์เจรจา 

หากจำกันได้ “ช่องบก” คือ จุดเริ่มการปะทะรอบแรก หลังทหารไทยถูกทหารกัมพูชายิงใส่ขณะลาดตระเวน ทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้ไปมาร่วม 10 นาที ก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาโทรศัพท์ประสานฝ่ายไทยขอหยุดยิง

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ทหารกัมพูชาระดับผู้บัญชาการในพื้นที่ รีบโทรศัพท์ประสานมายังฝ่ายไทยก่อนจะมีการตอบโต้ พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดพลาด ไม่ได้มีเจตนาจะยิงมายังฝ่ายไทย ส่วนทหารไทยยื่นคำขาด อย่าให้เกิดเหตุซ้ำอีก

แม้ฝ่ายไทยจะรู้ดีว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นความตั้งใจของกัมพูชา ต้องการเช็กพิกัด เช็กระยะฐานทหารไทยหวังผลในอนาคตหากเกิดปะทะรอบสาม

เหตุเพราะการยิงเครื่องยิงลูกระเบิด หรือ ปืน ค. มี 5 ขั้นตอน คือ

1.ตั้งมุมยิง ตามพิกัดที่กำหนด 2.เตรียมลูกระเบิดยิง 3.ปรับส่วนบรรจุให้ตรงกับระยะ และมุมยิง 4.ใส่ลูกระเบิดลงลำกล้อง และ 5.ลั่นไก

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เรียกพบ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ฉัตรชัย บางชวด เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) หารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)

เบื้องต้นได้ข้อสรุป ให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และระดับพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา เรียกร้องให้ชี้แจงเหตุการณ์ และขอโทษฝ่ายไทย

และหากกลไกระดับพื้นที่เจรจากันไม่ลงตัวตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 27 ธ.ค.2568 ได้เปิดช่องทางการสื่อสารสายด่วนระหว่าง รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ของทั้ง 2 ประเทศ และหากจำเป็น ผู้แทนระดับสูงทั้ง 2 ฝ่ายจะลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

เป็นที่มา นายกฯ อนุทินไม่เรียกประชุม สมช.เพราะจะเป็นการยกระดับสถานการณ์ แต่ได้เน้นย้ำให้กองทัพตอบโต้ตามกฎการปะทะ หากมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อหยุดยิงชัดเจน

"วันนี้เกิดเหตุเหล่านี้ ประเทศไทยต้องขอให้ทางกัมพูชาได้ชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน ลูกปืนที่ตกในเขตแดนของไทย เรายังไม่ได้ตอบโต้ตามกฎแห่งการปะทะ แต่มีการเตรียมพร้อม ทุกอย่างมีขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้ ก็จะตอบโต้"

“ขณะนี้รอดูว่ากัมพูชาจะรับผิดชอบอย่างไร หลังอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ ได้ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่า มีการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง เพื่อตอบโต้ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้น ฝ่ายปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทยให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ” นายกฯ กล่าว

สอดรับท่าที กองทัพบก โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า หน่วยทหารในพื้นที่ได้แจ้งเตือนฝ่ายกัมพูชาให้มีความระมัดระวัง พร้อมกำชับว่าหากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดลักษณะเช่นนี้อีก ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องปฏิบัติการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามกฎการใช้กำลังในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงขอให้ฝ่ายกัมพูชาได้เคร่งครัดต่อมาตรการหยุดยิง

พร้อมให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า กองทัพบกยังคงเตรียมพร้อม และมีแผนรองรับในทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินให้แก่ราษฎรไทย ตลอดแนวชายแดนด้านกัมพูชา ปัจจุบันอยู่ในช่วงการเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า หลังหยุดยิง ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเปราะบาง เพราะกำลังทั้งสองฝ่าย ต่างปรับกลยุทธ์ เสริมแนวที่มั่นให้มั่นคงแข็งแรง รองรับสถานการณ์ที่อาจปะทุได้ทุกเมื่อ ขณะที่กัมพูชา มีการซ่อมแซมเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่ถูกทำลายในช่วงการปะทะ และใช้โดรนลาดตระเวนแนวรบทหารไทย

 แม้ฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์ และรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นคาดว่าสถานการณ์ยังคงอยู่ในลักษณะสงบ แต่ต้องเฝ้าระวังสูงในพื้นที่อ่อนไหว และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ป้องกันเหตุที่จะนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น

โดยพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องบก และช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ช่องจอม ช่องเปรอ ช่องระยี ปราสาทคนา เนิน 350 ปราสาทตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ แนวพระวิหาร ภูมะเขือ แนวช่องโดนเอาว์ พลาญยาว และพลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมด อยู่ในการควบคุมของฝ่ายไทย ตามแผนที่ 1 : 50000 

ส่วนกัมพูชา ประกาศชัดไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดจากการปะทะ และเร่งผลักดันให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) เดินหน้าสำรวจเขตแดนตามกรอบ MOU 43 โดยเร็วที่สุด เพราะหวังใช้ MOU 43 บีบฝ่ายไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่ ตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ว่า ทั้งสองประเทศ ต้องออกจากพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ และปล่อยว่างไม่ดำเนินการก่อสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ จนกว่าเส้นเขตแดนจนได้ความชัดเจน

ทว่า ปัจจุบันไทยมีรัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถจัดการประชุม JBC ได้ ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 9 ก.พ. ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาถึงประมาณปลายเดือนมีนาคม จากนั้นรอรัฐบาลใหม่เข้ามากำหนดนโยบาย แนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกทั้งตามข้อตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการ ชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (JBC) 27 ธ.ค.2568 ที่ได้ลงนามร่วมกัน ฝ่ายไทยปฏิเสธเงื่อนไขฝ่ายกัมพูชา ที่จะให้ทหารกัมพูชา และประชาชนกัมพูชากลับเข้าสู่พื้นที่เดิม

ดังนั้น ดูเหมือนอะไรๆ ยังไม่เข้าทางกัมพูชา จะเปิดฉากใช้กำลังทวงคืนพื้นที่ก็ยังไม่พร้อม ส่วนจะใช้เวทีการทูตกดดัน ไทยก็ยังอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ แต่หากปล่อยเวลาเนิ่นนานออกไป ก็มีแต่จะเสียเปรียบ

“ยิงแล้วค่อยเจรจา” ยังเป็นกลยุทธ์เดิมที่กัมพูชาใช้วิธีป่วนชายแดนไทย สร้างสถานการณ์ชิงความได้เปรียบ อยู่ที่ว่าฝ่ายไทยจะตั้งรับอย่างไรในช่วงรอยต่อสำคัญนี้ 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์