สองความต่างบนความยั่งยืนแห่ง Sustainable Brand

เกือบ 2 ทศวรรษที่บ้านเราเริ่มตื่นตัวกับศัพท์คำว่า CSR หรือ Corporate Social Responsibility
หรือความรับผิดชอบที่พึงมีและมอบให้กับสังคม เมื่อกำไรไม่ใช่ผลลัพธ์ปลายทางของการทำธุรกิจ องค์กรธุรกิจมากมายเติบโตขึ้นบนฐานของความสั่นคลอน ทั้งความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ และระบบการจัดการภายใน มีเพียงผลกำไร และการเติบโตที่เป็นฉากหน้า ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่า เงินทุน และกำไรมหาศาลนั้น จะตอบโจทย์ความยั่งยืนของธุรกิจได้จริงหรือไม่ หากไม่มีการวางเป้าหมายและลงมือทำตั้งแต่วันนี้
อุดมการณ์ 4 คุณค่ายั่งยืน ต่อยอดเอสซีจี สู่บันได DJSI
เมื่อเอ่ยชื่อองค์กรมหาชนอย่างเอสซีจี ภาพในอุดมคติที่ทุกคนรู้จัก คือเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ บริหารงานอย่างมืออาชีพ มีความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และมีผลประกอบการยอดเยี่ยม
ภาพเหล่านี้ มิได้เกิดมาจากการรังสรรปั้นแต่ง หากแต่เป็นเรื่องของจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากพนักงานรุ่นสู่รุ่น และเป็น "คุณค่า" ที่แท้จริงที่อยู่คู่กับแบรนด์เอสซีจี
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) ยืนยันว่า การปลูกฝังแนวคิดของอุดมการณ์ 4 แห่งเอสซีจี ได้แก่ 1.ความเป็นธรรม 2.ความเป็นเลิศ 3.คุณค่าของคน 4.ความถือมั่นและความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในทุกกระบวนการทำงาน ทุกวิธีคิดของคนในองค์กร ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในเรื่องของการถือประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง
“และนี่เป็นพื้นฐานของการสร้างแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้น เราเริ่มจาก Mindset ของคนในองค์กร เมื่อเราเชื่อเหมือนกัน ก็ทำให้เราทำธุรกิจบนหลักพื้นฐานของจริยธรรม มีความเป็นธรรมต่อทั้งลูกค้า และคู่ค้า พนักงาน และสังคม เมื่อเคลื่อนแนวคิดนี้ไปด้วยกัน ก็จะเกิดเป็นขบวนการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่และตอบโจทย์เรื่องการทำธุรกิจให้ยั่งยืนได้"
จากแนวคิดธุรกิจสู่ความยั่งยืน นำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง เอสซีจี เป็นองค์กรไทยแห่งแรก ที่ได้รับการจัดอันดับ จาก Dow Jones Sustainability Indexes หรือ DJSI ให้เป็นบริษัทชั้นนำ ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างต่อเนื่อง เป็นเวลาถึง 8 ปี โดยได้คะแนนการประเมินผลในกลุ่มสูงสุด (Gold Class) ติดต่อกัน 4 ปี มาตั้งแต่ปี 2551 และในปี 2554 ยังได้เป็นที่ 1 ของโลก คือ Sector Leader ในกลุ่ม Building Materials and Fixtures อีกด้วย
การพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอสซีจี คู่ขนานไปกับแนวทางการดำเนินการในระดับสากล ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และกำกับดูแลภายใต้หลักบรรษัทภิบาลยอดเยี่ยม โดยมีการกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ต้องทำทั้งหมด 4 ขั้นตอน
“เริ่มตั้งแต่ การเป็นผู้ผลิตสีเขียว หมายถึง การประกอบอุตสาหกรรมสีเขียวที่ไม่สร้างผลกระทบให้กับผู้อื่น ใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ทำลาย และสร้างขึ้นทดแทน ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมไปพร้อมๆ กับการผลิตและใช้ทรัพยากรเพื่อการค้าการลงทุน
จากนั้นมาดูที่ห่วงโซ่อุปทาน โดยให้คู่ค้าวางพันธกิจคู่ขนานไปกับเรา ต่อยอดให้กระบวนการทำความดีได้ขยายผล เช่น การไม่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย ไม่หนีภาษี ไม่โกง ไม่ติดสินบน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ซัพพลายเออร์ และคู่ค้าของเราต่างเข้าร่วมพันธสัญญาแห่งความดีนี้กว่า 5,000 ราย
นอกจากนั้น เอสซีจียังมีกระบวนการในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรโลกให้ดียิ่งขึ้น อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ และท้ายที่สุด คือการสร้างเครือข่าย เพื่อขยายผลโครงการธุรกิจทำดีเหล่านี้ต่อไปในระดับชุมชน ระดับจังหวัด ระดับชาติ และระดังภูมิภาค" รุ่งโรจน์กล่าว
“เมื่อก่อนเราอาจจะไม่สนใจว่าคนในสังคมพูดถึงเราอย่างไร แต่วันนี้เราต้องปรับตัวอยู่เสมอต้องรู้ว่าใครพูดถึงเราอย่างไร แล้วแชร์ข้อมูลให้คนในองค์กรรู้ด้วย และให้โอกาสพนักงานมีส่วนในการตัดสินใจ” กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทยกล่าวพร้อมยืนยันว่า การยึดโยงอุดมการณ์ในการทำงานเป็นหัวใจสู่การพัฒนาแบรนด์อย่างยั่งยืน
“people ware” สำคัญกว่า “software” ยั่งยืน สไตล์ Do in Thai
ไม่กี่ปีก่อน สุทัศน์ รงรอง เป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่สนใจงานด้านคอมพิวเตอร์ จนถึงวันที่เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ชีวิตจะมีคุณค่า หากลุกขึ้นมาสร้าง "ประโยชน์" ให้กับสังคม
สุทัศน์และเพื่อนๆ รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมจิตอาสา ออกเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล สอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในสาขาวิชาที่ถนัด ทั้งโปรแกรม คอมพิวเตอร์ และไอที คำถามที่เกิดขึ้นในใจของเขาคือ การเป็นนักพัฒนาที่ดีต้องเป็นแบบไหน และเป็นได้อย่างไร
“อยากเป็นนักพัฒนาแบบที่ไม่ได้นั่งในห้องแลป แต่ต้องออกไปข้างนอก ไปดูวิถีชาวบ้าน เราเป็นนักพัฒนาที่ใช้จิตอาสาเป็นเครื่องมือนำทาง และมันทำให้ผมพบคำตอบในสิ่งที่อยากทำ"
ปัจจุบันเขาก่อตั้งองค์กรเล็กๆ ขึ้นมาภายใต้ชื่อ Do in Thai เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเด็กไทยที่วันนี้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่แข็งแรง เป็นธุรกิจที่ทำหน้าที่คิดค้น วิจัย ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมเชิงสังคม และพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนในโลกยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละพื้นที่ ที่มีต้นกำเนิด และความซับซ้อนของปัญหาแตกต่างกัน
“เราเป็นเครือข่ายของคนที่อยากทำงานด้านการพัฒนาครับ เราพบว่า การนำนวัตกรรมใหม่ๆ ลงมาให้ชุมชน ให้เด็กๆ หรือให้ชาวบ้านใช้บางทีมันไม่ตอบโจทย์ แต่เราต้องคิดสวนทาง คือค่อยๆเริ่มจากเล็กๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเจอปัญหาอะไร แทนที่จะใช้ฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์เข้าไปจับ เราเริ่มแก้ด้วย “people ware” คือการเอาตัวเราลงไปช่วยแก้ก่อน โดยไม่ได้ตั้งเป้าว่าไอทีเป็นเป้าหมายแรก”
“แรงบันดาลใจในการทำงานของผมคือผู้คน และความยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ทุกวันนี้ในการทำงาน เราใช้ไอทีแค่ 70% อีก 30% คือจิตวิญญาณสามัญสำนึก ภาพภายนอกอาจจะดูเป็นอินโนเวชัน แต่จริงๆ ภายในเราเชื่อในการเชื่อในศักยภาพของคนมากกว่า”
ยกตัวอย่างเช่น ผมไปเจอเกษตรกร ผมบอกว่า คุณอาครับ เอาแอพตรวจสอบกระบวนการเกษตร เกษตรกรไปใช้ฟรีตลอดชีพ ตอนแรกทุกคนฟังแล้วบอกอยากใช้ แต่พอเราบอกไปโหลดในแอปสโตร์นะครับ เกษตรกรไม่เอา นั่นคือเราวางเป้าหมายไปผิด เกษตรกรอยากได้แต่ยังไม่พร้อมใช้ เราเลยต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือ เปลี่ยนให้แอพเป็นกระดาษ ทำสมุดลงมาเล่มหนึ่ง ให้เกษตรกรจดบันทึกในกระดาษ ทำไปสักพัก เกษตรกรบอกว่า ขอทำขึ้นเว็บได้ไหม มันเร็วกว่าไม่ต้องจด มาถึงตรงนั้น เขาเริ่มเห็นคุณค่า แล้วเพราะสิ่งที่เราบอก สามารถนำมาใช้งานได้จริง ทุกวันนี้มาขอให้เราทำเป็นแอพแล้วในที่สุด" สุทัศน์กล่าว
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งที่เขากำลังทำ ภายใต้ธุรกิจ Do in Thai เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนไทย และประชากรโลก ที่มีกระบวนการคิดไม่ต่างจากแบรนด์ใหญ่ๆ บนพื้นฐานของความยั่งยืน สุทัศน์ มีความเชื่อ เช่นเดียวกับที่ เอสซีจี "เชื่อ" ในกระบวนการสร้างแนวคิดที่เป็นบวกให้กับทรัพยากรมนุษย์
"หนึ่งในสิ่งที่เราค้นพบคือ Business Model ของความยั่งยืน นั่นคือ เราไม่สามารถพูดมันได้ในเวลา 3 วัน 5 วันหรอกครับ Business Model มันคือ 5-10 ปีกว่าจะเห็นว่าความยั่งยืนเป็นอะไร ผมอยากจะตอบในฐานะคนทำบริษัทที่ทำนวัตกรรม จะเห็นว่า เมื่อไหร่ที่เราฝังตัวลงไปในความเข้าใจของเขาได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน"
ในที่สุดแล้ว ทั้งแบรนด์ และคน จะเริ่มขับเคลื่อนต่อไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนนั่นเอง
พบกับผู้นำธุรกิจนักสร้างแบรนด์ระดับโลกและของไทยกว่า 60 ท่าน มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อย่างเจาะลึก ภายใต้แนวคิดแนวคิด "Activating Purpose" ในงาน “Sustainable Brands 2016 Bangkok” ระหว่างวันที่ 11-12- 13 ตุลาคม 2559 สามารถซื้อบัตรเข้างานได้แล้วที่ http://events.sustainablebrands.com/sb16bkk/












