สายงานสุขภาพ-บริการ งานหนักเกินไป! จ่อลาออกยิ่งทำงานยิ่งหมดไฟ

สายงานสุขภาพ-บริการ งานหนักเกินไป! จ่อลาออกยิ่งทำงานยิ่งหมดไฟ

ไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่คือชีวิตที่ไปต่อไม่ไหว งานวิจัยเผย ค่าแรง ตารางงาน ไปจนถึงโอกาสเติบโต ที่กำลังผลักแรงงานด่านหน้า Frontline Worker หมดไฟ ลาออกจากเส้นทางอาชีพ

KEY

POINTS

  • Frontline Worker (แรงงานด่านหน้า) ในสายงานสุขภาพ บุคลากรการแพทย์ การศึกษา เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน สายงานบริการ สายงานภาคการผลิต เผชิญภาวะหมดไฟจากภาระงานที่หนักเกินไป จนนำไปสู่อาการหมดไฟและตัดสินใจลาออก
  • สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ และตารางงานที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตส่วนตัวและการดูแลสุขภาพ
  • ปัจจัยเสริมที่บั่นทอนกำลังใจ ได้แก่ การขาดโอกาสเติบโตในสายอาชีพ ไม่ได้รับการยอมรับในผลงาน และสวัสดิการที่ไม่ตอบโจทย์

ในขณะที่หลายองค์กรทั่วโลกพูดถึงการทำงานยืดหยุ่น เทคโนโลยี AI และประสบการณ์พนักงานในภาพรวม แต่งานวิจัยระดับโลกฉบับล่าสุดกลับสะท้อนภาพอีกด้านที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากอีกด้านของวัยทำงานในกลุ่ม “แรงงานด่านหน้า (Frontline Worker)” หรือพนักงานที่ต้องอยู่หน้างานจริง กำลังถูกมองข้ามทั้งในเชิงนโยบายและโครงสร้างระบบการทำงาน

ผลการศึกษานี้จัดทำโดย UKG แพลตฟอร์ม AI ด้านทรัพยากรบุคคลและการบริหารกำลังคนระดับโลก ที่ได้ทำการสำรวจแรงงานกลุ่ม Frontline Worker กว่า 8,200 คนใน 10 ประเทศ ครอบคลุมอุตสาหกรรมค้าปลีก บริการอาหารและโรงแรม การแพทย์-สาธารณสุข โลจิสติกส์ การผลิต ภาครัฐ การศึกษา และงานภาคสนาม ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอาชีพที่ไม่สามารถทำงานจากบ้านได้ และต้องอาศัย “ตัวตนของมนุษย์” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน

แรงงานด่านหน้าเหล่านี้คิดเป็นจำนวนสูงถึง 80% ของแรงงานทั่วโลก แต่พวกเขากลับกำลังลาออกจากงานมากขึ้น อาจส่งผลให้ขาดแคลนแรงงานได้ในเร็ววัน โดยผลสำรวจพบว่าในปี 2025 แรงงานกลุ่มนี้ถึง 76% เคยเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงาน ขณะเดียวกันเกือบครึ่งหนึ่งยังรู้สึกว่าองค์กรของตนมีวัฒนธรรมแบบ “สองมาตรฐาน” คือแบบหนึ่งสำหรับพนักงานด่านหน้า และอีกแบบสำหรับพนักงานกลุ่มอื่น ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านระบบการทำงานที่กำลังฝังรากลึกมากขึ้น

5 เหตุผลหลักที่ Frontline Worker ตัดสินใจลาออก

จากรายงาน More Perspectives from the Frontline Workforce: A UKG Global Study on AI and the Employee Experience สะท้อนภาพชัดว่า การลาออกของแรงงานด่านหน้า ไม่ได้เกิดจากความไม่ผูกพันกับงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลสะสมของปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบชีวิตการทำงานในระยะยาว

1. รายได้ไม่พอใช้ ปัญหาอันดับหนึ่งที่ยังไม่คลี่คลาย

แม้สัดส่วนแรงงานที่ต้องใช้ชีวิตแบบ “เงินเดือนชนเดือน” จะลดลงจาก 64% ในปี 2024 เหลือ 56% ในปี 2025 แต่ความตึงเครียดทางการเงินยังคงเป็นแรงกดดันหลักที่ผลักให้แรงงานด่านหน้ามองหาทางออกใหม่ ค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนรู้สึกว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้

โดยเฉพาะในสายงานด้านสาธารณสุข สายงานด้านสุขภาพ แรงงานในคลินิก ผู้ป่วยนอก และทันตกรรมมากกว่า 50% ระบุว่า ค่าแรงต่ำคือเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาพร้อมจะลาออก ขณะที่แรงงานในศูนย์ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและสถานดูแลผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย ก็เผชิญความรู้สึกเดียวกัน แม้งานของพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของผู้อื่นโดยตรง

2. ตารางงานไม่ยืดหยุ่น ชีวิตส่วนตัวถูกบีบ กดดัน

ถัดจากเรื่องรายได้ ความยืดหยุ่นของตารางงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองที่กำหนดว่าพนักงานจะอยู่หรือลาออกไป งานวิจัยพบว่า Frontline Worker จำนวนมากไม่สามารถเปลี่ยนกะงานได้ เมื่อเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วนในชีวิตส่วนตัว และยังไม่สามารถลาหยุดได้มากเท่าที่ต้องการ

ความไม่แน่นอนของเวลาทำงานทำให้การวางแผนชีวิตกลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในสายงานบริการและโรงแรม ที่แรงงานกว่า 50% รู้สึกว่าตารางงานในปัจจุบันทำให้การดูแลสุขภาพกายและใจแทบเป็นไปไม่ได้ เมื่อเวลาพักผ่อนกลายเป็นสิ่งที่ต้อง “แย่งชิง” ความเหนื่อยล้าสะสมทับถมหนัก จนกลายเป็นแรงผลักให้ตัดสินใจลาออก

3. โอกาสเติบโตในสายอาชีพไม่ชัดเจน “ขยันไปก็เท่านั้น”

แรงงานด่านหน้าจำนวนไม่น้อยไม่ได้มองแค่งานวันนี้ แต่กังวลถึงอนาคตในระยะยาว งานวิจัยชี้ว่า แรงงานจำนวนมากรู้สึกว่าองค์กรไม่มีเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน ทำให้เกิดความรู้สึกติดอยู่กับตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะในภาครัฐและภาคการศึกษา ที่โอกาสเลื่อนตำแหน่งมีข้อจำกัดสูง เมื่อการทำงานไม่ได้นำไปสู่การเติบโตหรือพัฒนาศักยภาพ ความรู้สึกว่า “ทำไปก็เท่านั้น” จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้มองหางานใหม่ที่มีอนาคตชัดเจนกว่า

4. ขาดการยอมรับ สวัสดิการที่ไม่ตอบโจทย์

นอกเหนือจากเรื่องเงินและตารางงาน ความรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับก็เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนกำลังใจแรงงานด่านหน้า หลายคนรู้สึกว่าความทุ่มเทในแต่ละวันไม่เคยถูกมองเห็นหรือชื่นชมอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน สวัสดิการที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าองค์กรไม่ได้ยืนอยู่ข้างพนักงาน โดยเฉพาะพนักงานสายงานค้าปลีกจำนวนมาก ที่มองว่าสวัสดิการของบริษัทยังไม่เพียงพอ และการให้รางวัลหรือการยอมรับยังไม่สะท้อนความหนักหน่วงของงานที่ต้องเผชิญทุกวัน

5. โอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ไม่ทั่วถึง ในโลกงานยุค AI

แม้หลายองค์กรจะพูดถึงการ Upskill และ Reskill อย่างจริงจัง แต่แรงงานด่านหน้าจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าโอกาสเหล่านี้เข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะในภาคการผลิต ที่แรงงานจำนวนหนึ่งต้องเร่งเรียนรู้ทักษะใหม่ รวมถึงทักษะด้าน AI เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเอง และลดความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ ความกดดันนี้ทำให้การทำงานไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่ในวันนี้ แต่คือการแข่งขันกับเวลาและเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดในอนาคต

เสียงจากแรงงานด่านหน้า สำคัญอย่างยิ่งต่อเทรนด์โลกงานปี 2026

ราเชล บาร์เกอร์ (Rachel Barger) ประธานฝ่าย Go-to-Market ของ UKG มองว่า Frontline Worker คือผู้ที่สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ส่งมอบสินค้า และให้บริการที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้า การเข้าใจ “Pain Point” ที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความไม่ยืดหยุ่นของตารางงาน ความไม่ชัดเจนด้านเส้นทางอาชีพ หรือแรงกดดันทางการเงิน คือจุดตั้งต้นสำคัญที่ผู้นำองค์กรต้องรับรู้ หากต้องการยกระดับความผูกพันและรักษาพนักงานไว้ในระยะยาว

ในมุมของเทคโนโลยี งานวิจัยนี้กลับสะท้อนภาพที่ต่างจากความกังวลของแรงงานจำนวนมาก โดยชี้ว่า AI หากถูกนำมาใช้อย่างเข้าใจมนุษย์ สามารถช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มอำนาจการจัดการชีวิตการทำงานให้วัยทำงานกลุ่มนี้ได้ เช่น จัดตารางงานที่ยืดหยุ่นขึ้น, การสลับกะที่ง่ายขึ้น, การเข้าถึงรายได้เมื่อจำเป็น ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม

จอช เบอร์ซิน (Josh Bersin) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ The Josh Bersin Company ชี้ว่า งานวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดว่า AI ไม่ได้เป็นศัตรูของแรงงานด่านหน้า หากแต่สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความมั่นคง และอำนาจในการตัดสินใจในชีวิตการทำงานได้ เมื่อองค์กรออกแบบระบบการทำงานโดยคำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

เมื่อมองไปข้างหน้า UKG ระบุว่า เสียงของแรงงานด่านหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจเทรนด์โลกการทำงานในปี 2026 ตั้งแต่แนวคิด People-First  ระบบนิเวศแรงงานที่เปิดกว้างมากขึ้น ไปจนถึงยุคที่องค์กรต้องทำหน้าที่ “เสริมพลัง” ให้พนักงาน ไม่ใช่เพียงสั่งงานหรือควบคุม

ท้ายที่สุด งานวิจัยนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า หากองค์กรยังมองความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางการเงินเป็นเพียง “สวัสดิการเสริม” มากกว่าจะเป็นโครงสร้างหลักของการทำงาน ความเหนื่อยล้าและการไหลออกของแรงงานด่านหน้าจะยิ่งรุนแรงขึ้น ในโลกการทำงานปี 2026 องค์กรที่อยู่รอดและเติบโต อาจไม่ใช่องค์กรที่ใช้เทคโนโลยีล้ำที่สุด แต่คือองค์กรที่ฟังเสียงคนหน้างานได้อย่างจริงใจมากที่สุดต่างหาก

 

 

อ้างอิง: BusinessWireUKG newsroom