ประธานาธิบดีโตเลิม เผย เวียดนาม “ใกล้ปิดดีลการค้ากับสหรัฐเต็มที” หลังให้คำมั่นซื้อสินค้าไฮเทคอย่างเครื่องบินมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างทางการค้าก่อนเจรจากับคนในรัฐบาลทรัมป์ที่นิวยอร์ก
KEY POINTS
- ประธานาธิบดีเวียดนามเผยว่าใกล้จะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้า
- เวียดนามให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน เพื่อช่วยลดช่องว่างทางการค้า
- การเจรจานี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐ ที่กังวลเรื่องการได้เปรียบดุลการค้าของเวียดนาม และการลักลอบนำสินค้าจีนส่งออกผ่านเวียดนามเพื่อเลี่ยงภาษี
ประธานาธิบดีโตเลิม เผย เวียดนาม “ใกล้ปิดดีลการค้ากับสหรัฐเต็มที” หลังให้คำมั่นซื้อสินค้าไฮเทคอย่างเครื่องบินมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างทางการค้าก่อนเจรจากับคนในรัฐบาลทรัมป์ที่นิวยอร์ก
ประธานาธิบดีโตเลิมของเวียดนาม ให้สัมภาษณ์พิเศษบลูมเบิร์กทีวี นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น
“หนึ่งในประเด็นที่เราต้องหารือกับผู้นำสหรัฐ โดยเฉพาะประธานาธิบดี คือ วิธีเร่งรัดการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากรที่สมดุลและเป็นธรรมระหว่างสองประเทศ”
“การส่งออกของเวียดนามสอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐ โดยไม่ได้แข่งขันโดยตรงกับสินค้าของสหรัฐ” นายเลิมซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกล่าวและว่า เวียดนามต้องการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม แม้ว่าจะยังคงมีข้อจำกัดด้านนโยบายบางประการจากฝั่งสหรัฐก็ตาม
เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานว่า เวียดนามใช้เวลาหลายเดือนในการเจรจากับสหรัฐ เพื่อให้ได้ข้อตกลงการค้าขั้นสุดท้าย โดยประเด็นสำคัญที่ยังตกลงกันไม่ได้คือ การขนส่งสินค้าผ่านทาง และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เวียดนามได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ มากที่สุดประเทศหนึ่ง ซึ่งวอชิงตันใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลฮานอยให้ลดความไม่สมดุลนี้
“เราเข้าใจถึงข้อกังวลของฝ่ายสหรัฐในประเด็นนี้ แต่ผมคิดว่ายังมีโอกาสแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าได้” เลิมกล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เขารวบอำนาจการควบคุมทั้งในพรรคและรัฐบาลได้สำเร็จเมื่อเดือน เม.ย. ประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวเสริมว่า เวียดนามต้องการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและทางรถไฟ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่การค้าของสหรัฐได้กดดันให้เวียดนามเพิ่มความเข้มงวดกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การบังคับใช้กฎระเบียบศุลกากร และการควบคุมวัตถุดิบจากจีน ท่ามกลางความกังวลว่ามีการนำสินค้าจีนมาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และส่งออกผ่านเวียดนามเพื่อเลี่ยงมาตรการทางการค้า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐ ได้เข้าสุ่มตรวจโรงงานที่มีความเชื่อมโยงกับจีนในเวียดนาม ยิ่งตอกย้ำความกังวลที่ว่าทำเนียบขาวอาจหาเหตุผลเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้นกับสินค้าจากเวียดนามในเร็ว ๆ นี้
"เราไม่ยอมรับเรื่องสินค้าผ่านทาง การค้าต้องเป็นไปอย่างแท้จริง โดยสินค้าต้องผลิตในเวียดนามและเป็นไปตามมาตรฐานสากลรวมถึงข้อกำหนดของเรา ซึ่งไม่เพียงแต่สำหรับตลาดสหรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดต่างประเทศอื่นๆ ที่เวียดนามเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย” ประธานาธิบดีวัย 69 ปีย้ำ
ขณะนี้เวียดนามตกเป็นเป้าหมายการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 (Section 301) พร้อมกันถึง 3 กรณี และถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ในฐานะหนึ่งในราว 60 ประเทศที่ตกเป็นเป้าถูกสหรัฐตรวจสอบผลิตสินค้าโดยใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้เวียดนามยังถูกตรวจสอบเรื่องกำลังการผลิตที่เกินความจำเป็นและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
เมื่อถูกถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่าเวียดนามจะรอดไม่ถูกขึ้นภาษี เลิมกล่าวว่า ผลการสอบสวนเบื้องต้นของสหรัฐคืบหน้าไปด้วยดี เวียดนามชี้แจงแนวทางการค้าของตนมาโดยตลอด มีการออกกฎหมายใหม่ห้ามใช้แรงงานบังคับผลิตสินค้า เข้มงวดในขั้นตอนศุลกากร และดำเนินการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ
เวียดนามภายใต้การนำเลิมดำเนินนโยบายทางการทูตเชิงรุก เห็นได้จากประธานาธิบดีเดินทางเยือนต่างประเทศหลายครั้งเพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้าและพลังงานกับพันธมิตรที่หลากหลาย อีกทั้งยังมุ่งตอกย้ำสถานะของเวียดนามในฐานะมหาอำนาจขนาดกลาง (middle power)
ในปีนี้เขาเดินทางไปเยือนจีน รัสเซีย อินเดีย ฝรั่งเศส และประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังได้กล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมแชงกรีลาไดอะล็อกที่สิงคโปร์ เมื่อเดือน พ.ค.อีกด้วย
สำหรับการแสดงสุนทรพจน์ต่อ UNGA เลิมจะเน้นย้ำถึงสันติภาพที่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากความขัดแย้ง การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ ความไว้วางใจที่ลดลง และการเสื่อมถอยของกฎหมายระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น
หลังเสร็จสิ้นการเยือนนิวยอร์ก เลิมจะเดินทางต่อไปยังแคนาดา พบกับนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างชาติต่าง ๆ ในอเมริกาเหนือกำลังตึงเครียดจากข้อพิพาทการค้ายืดเยื้อ
ไม่เพียงเท่านั้นการเยือนสหรัฐของเลิมยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการรักษาสมดุลกับบรรดาหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หลัก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทั่วโลกและความไม่แน่นอนทางการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่ ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม เลิมไม่ได้ยืนยันว่าจะได้พบกับทรัมป์ระหว่างการเยือนครั้งนี้หรือไม่
เวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียประเทศหนึ่งตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 10%แต่เป้าหมายดังกล่าวทำได้ยากขึ้นหลังเกิดสงครามในอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงและเกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เลิมเชื่อว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผน
“เราได้คำนวณและพิจารณาเป้าหมายการเติบโตอย่างรอบคอบแล้วเรากำลังดำเนินการปฏิรูปเชิงสถาบันและสร้างรูปแบบการเติบโตใหม่” พร้อมทั้ง “มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้” เลิมตอบคำถามถึงความเสี่ยงที่ภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป





