วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

โลกเสี่ยง ‘ช็อกอาหาร’ หลัง ‘ทะเลดำ’ ป่วนหนัก ดันข้าวสาลีแพงสูงสุดรอบ 3 ปี

นอกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ‘ทะเลดำ’ กำลังกลายเป็นชนวน ‘ช็อกอาหารโลก’ หลังรัสเซีย-ยูเครนซึ่งครองกว่า 1 ใน 4 ของการค้าข้าวสาลีทั่วโลก ถล่มคลังธัญพืชของกันและกัน ดันราคาข้าวสาลีพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี และจุดความเสี่ยง 'วิกฤติอาหาร' ที่อาจลามถึงโต๊ะอาหารทั่วโลก

ขณะที่สายตาโลกกำลังจับจ้องไปยัง “ช่องแคบฮอร์มุซ” และราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่วิกฤติอีกด้านหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ใน “ทะเลดำ” ซึ่งอาจสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกระดับใหญ่ไม่แพ้กัน 

เพราะหากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดน้ำมันโลก “ทะเลดำ” ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่ของตลาดธัญพืชโลก”

รัสเซียและยูเครนรวมกันครองสัดส่วน “มากกว่า 1 ใน 4 ของการค้าข้าวสาลีทั่วโลก” ใกล้เคียงกับสัดส่วนการค้าน้ำมันทางทะเลที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองประเทศยังคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดอกทานตะวันโลก และราว 10% ของการค้าข้าวโพด

แต่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การส่งออกจากภูมิภาคแห่งนี้ถูกบีบอย่างหนัก หลังรัสเซียและยูเครนยกระดับถล่มท่าเรือของกันและกัน สร้างความเสียหายต่อท่าเทียบเรือส่งออกธัญพืช ไซโลเก็บผลผลิต และเรือขนส่ง

ผลกระทบกำลังเดินทางออกจากสมรภูมิ ไปถึง “โต๊ะอาหาร” ของผู้บริโภคทั่วโลก

วิกฤติลามจากทะเลดำถึงเอเชีย

ข้อมูลจาก SovEcon บริษัทวิจัยด้านสินค้าเกษตร ประเมินว่า การส่งออกข้าวสาลีรวมของรัสเซียและยูเครนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคม-กันยายน อาจเหลือเพียงประมาณ “ครึ่งหนึ่ง” ของปีก่อน ขณะที่ราคาข้าวสาลี “พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี”

เคตลิน เวลช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารจากสถาบัน Center for Strategic and International Studies (CSIS) ระบุว่า ทะเลดำมีความสำคัญต่อการค้าข้าวสาลีโลกในระดับเดียวกับที่ช่องแคบฮอร์มุซมีต่อตลาดน้ำมัน พร้อมเตือนว่า โลกกำลังประเมินผลกระทบจากการโจมตีเหล่านี้ต่ำเกินไป

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลกระทบได้ชัดเจนคือ ตือ เวือง ซีอีโอของ Golden Wheat บริษัทโม่แป้งในนครโฮจิมินห์ แห่งเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้จอง “ข้าวสาลี” จากภูมิภาคทะเลดำไว้ 4 ลำเรือ คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณที่บริษัทใช้ตลอดทั้งปี

แต่หลังสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้น บริษัทได้รับแจ้งว่า “สินค้าไม่สามารถจัดส่งได้ตามกำหนด”

“ผมตื่นตระหนกมาก” เวืองกล่าว

ผู้ขายสามารถเปลี่ยนข้าวสาลี 2 ลำไปโหลดจากเมือง Burgas ของบัลแกเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองท่าโอเดสซาของยูเครนประมาณ 500 กิโลเมตร แต่ Golden Wheat ยังคงต้องเร่งหาแหล่งข้าวสาลีเพิ่มเติมอีกเพื่อลดช่องว่างของอุปทาน

ท้ายที่สุด บริษัทต้องหันไปซื้อข้าวสาลีจากสหรัฐ แม้ต้องจ่ายในราคาสูงกว่ามาก

ปัญหายังไม่ได้จบลงเพียงแค่การนำสินค้าออกจากทะเลดำ เพราะเรือที่มุ่งหน้าสู่เอเชียยังต้องเผชิญความเสี่ยงระหว่างเดินทางผ่าน “ทะเลแดง” จากภัยคุกคามของกลุ่มฮูตี ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

“แม้เรือจะมีประกัน แต่หากถูกโจมตี เราก็เผชิญภาวะขาดแคลนอยู่ดี” เวืองกล่าว

กรณีดังกล่าวสะท้อนภาพห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกที่กำลังถูกบีบพร้อมกันจากความขัดแย้งหลายสมรภูมิ

ผู้ซื้อทั่วโลกแย่งหา ‘ข้าวสาลี’ แหล่งใหม่

ในขณะนี้ ประเทศผู้นำเข้าธัญพืชกำลังเร่งกระจายแหล่งซื้อเพื่อทดแทนอุปทานจากทะเลดำ โดยฝรั่งเศสส่งข้าวสาลีไปยังซูดานเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ขณะที่ลิเบียหันมาใช้ท่าเรือ Rouen ของฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ

ตุรกีและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หันไปหาธัญพืชจากลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย ส่วนบังกลาเทศกำลังมองหาอุปทานจากโรมาเนียและอาร์เจนตินา รวมถึงซื้อข้าวสาลีบางส่วนจากอินเดีย หลังรัฐบาลนิวเดลีเพิ่งยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกที่ใช้มาหลายปี

แรงซื้อยังเดินทางไปไกลถึงออสเตรเลีย แม้ประเทศยังไม่ได้เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตปีนี้

วิลเลียม รีด ผู้จัดการฝ่ายค้าข้าวสาลีของ CBH Group หนึ่งในบริษัทค้าธัญพืชรายใหญ่ของออสเตรเลีย ระบุว่า บริษัทได้รับคำถามจากผู้ซื้อทั่วโลกทุกวัน และความต้องการสูงจนต้องจำกัดปริมาณขายบางส่วน เพราะไม่สามารถหาข้าวสาลีมาชดเชยปริมาณที่หายไปได้ทั้งหมด

ปัญหาคือ แหล่งผลิตสำคัญอื่นของโลกก็มีอุปทานจำกัดเช่นกัน

ภัยแล้งกระทบผลผลิตข้าวสาลีและข้าวโพดในสหรัฐ ขณะที่คลื่นความร้อนสร้างความเสียหายต่อผลผลิตในยุโรป ส่วนประเทศผู้ผลิตในซีกโลกใต้ยังไม่เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว

สถานการณ์จึงอาจตึงตัวขึ้นอีก เมื่อสต็อกสำรองของหลายประเทศเริ่มร่อยหรอ

เยฟเกนี คาราบานอฟ หัวหน้าคณะกรรมการวิเคราะห์ของสหภาพธัญพืชแห่งคาซัคสถาน ถึงกับมองว่า ผลกระทบจากการปิดกั้นทะเลดำ อาจ “เจ็บปวดและน่ากลัว” ต่อตลาดอาหารยิ่งกว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อตลาดน้ำมัน เนื่องจากไม่มีประเทศใดสามารถเพิ่มผลผลิตธัญพืชได้อย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะทดแทนปริมาณที่หายไป

ต่างจากน้ำมันซึ่งสามารถดึงสต็อกยุทธศาสตร์ออกมาใช้หรือเพิ่มกำลังผลิตจากบางประเทศได้ในระยะสั้น แต่การเพิ่มผลผลิตข้าวสาลีต้องรอ “ฤดูกาลเพาะปลูก สภาพอากาศ และการเก็บเกี่ยว”

มีเส้นทางอื่น แต่แทนทะเลดำได้ยาก

รัสเซียกำลังพยายามส่งออกธัญพืชผ่านคาซัคสถาน ทะเลบอลติก ทะเลแคสเปียน และภูมิภาคตะวันออกไกล พร้อมเตรียมหยุดเก็บภาษีส่งออกธัญพืชชั่วคราว และอุดหนุนค่าขนส่งทางรถไฟไปยังท่าเรือทางเลือก

อย่างไรก็ตาม ทุกทางเลือกมาพร้อมต้นทุน การส่งออกผ่านตะวันออกไกลหมายถึงการขนธัญพืชทางรถไฟเพิ่มอีกหลายพันกิโลเมตร ซึ่งมีราคา “แพงกว่า” การขนส่งทางทะเล ขณะที่ปริมาณธัญพืชรัสเซียที่ไหลผ่านรัฐบอลติกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนลัตเวียและลิทัวเนียเริ่มพิจารณามาตรการจำกัด

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “ทะเลดำ” ยังรองรับการส่งออกธัญพืชมากกว่า 70% ของรัสเซีย ดังนั้น ต่อให้เส้นทางอื่นทำงานได้เต็มที่ ก็ยากที่จะทดแทนกำลังขนส่งเดิมได้ทั้งหมด

ยูเครนหนักกว่า เสี่ยง ‘ไม่มีที่เก็บข้าว’

ยูเครนกำลังเผชิญปัญหาหนักกว่า เพราะท่าเรือรอบโอเดสซา ซึ่งตามปกติรองรับการส่งออกธัญพืชประมาณ 90% ของประเทศ กำลังเผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ผลผลิตฤดูกาลใหม่จึงสะสมอยู่ภายในประเทศ กดราคาข้าวสาลีในประเทศและสร้างความเสียหายให้เกษตรกร

มีการประเมินว่า พื้นที่เก็บธัญพืชของยูเครนอาจเต็มภายในต้นเดือนพฤศจิกายน จนเกษตรกรบางส่วนต้องใช้ถุงไซโลพลาสติกเพื่อเก็บผลผลิตชั่วคราว

เคียฟพยายามเพิ่มการขนส่งผ่านท่าเรือ Constanta ของโรมาเนียและแม่น้ำดานูบ แต่ระดับน้ำต่ำกำลังสร้างอุปสรรค ขณะที่เส้นทางตามชายฝั่งโรมาเนียและบัลแกเรียเริ่มแออัด

ขณะเดียวกัน การใช้รถไฟก็ทดแทนไม่ได้ ปัจจุบันยูเครนสามารถส่งรถไฟบรรทุกธัญพืชข้ามพรมแดนได้เพียง 180 ตู้ต่อวัน หรือราว 10,000 ตันเท่านั้น ซึ่งถือว่า “น้อยมาก” เมื่อเทียบกับปริมาณที่ท่าเรือทะเลสามารถรองรับ

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนจากแรงต่อต้านของเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะโปแลนด์ ซึ่งกังวลว่า ธัญพืชราคาถูกจากยูเครนจะกดราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ

ด้านเซเลนสกีกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการประชุม Yalta European Strategy เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ว่า “ตัวอย่างหนึ่งคือการปิดกั้นทะเลดำ” เซเลนสกีกล่าว “ขณะนี้เส้นทางขนส่งอาหารของเราถูกปิดกั้น โดยฝั่งยูเครนแทบจะถูกปิดกั้นทั้งหมด ขณะที่ฝั่งรัสเซียก็ถูกปิดกั้นเช่นกัน และนี่เป็นความท้าทายสำหรับทุกประเทศ ผมได้หารือเรื่องนี้กับอียิปต์ อินเดีย ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว

“นี่จะเป็นเรื่องยากมากสำหรับเรา” เซเลนสกีกล่าว “แต่นอกเหนือจากยูเครนแล้ว ประเทศอื่น ๆ จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะบางแห่งอาจไม่มีอาหารเลย”

“หลายประเทศอาจไม่มีอะไรให้ประชาชนกิน แม้ว่าจะมีเงินซื้อก็ตาม นี่คือความจริง มันจะเป็น ‘ฮอร์มุซ’ แต่ในภาคเกษตร และนี่เป็นปัญหาใหญ่ ยูเครนไม่ควรเป็นประเทศเดียวที่ต้องแก้ไขปัญหานี้ เพราะนี่คือความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ”

‘อียิปต์’ เสี่ยงรับแรงกระแทกหนัก

หนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางสูงคือ “อียิปต์” ผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งไม่ได้รับธัญพืชจากทะเลดำมาประมาณ 1 เดือน

รัสเซียและยูเครนคิดเป็นประมาณ “ครึ่งหนึ่ง” ของข้าวสาลีที่อียิปต์นำเข้า ขณะที่ประชาชนราว 2 ใน 3 ของครัวเรือนมีสิทธิได้รับขนมปังในโครงการอุดหนุนของรัฐบาล

การสะดุดของอุปทานจากทะเลดำ ส่งผลให้ราคาแป้งในอียิปต์พุ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมร้านเบเกอรีที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม อียิปต์ยังมีสต็อกข้าวสาลีสำหรับโครงการขนมปังอุดหนุนเพียงพอไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ หลังผลผลิตภายในประเทศปีนี้อยู่ในระดับดี

ด้านตุรกี กำลังพยายามผลักดันข้อตกลงรูปแบบเดียวกับ “ข้อตกลงธัญพืชทะเลดำ” (Black Sea Grain Initiative) ที่เคยช่วยเปิดเส้นทางส่งออกธัญพืชยูเครนในปี 2022 โดยอยู่ระหว่างติดต่อกับทั้งรัสเซียและยูเครน

วิกฤติอาจไม่จบในปีนี้

แม้ราคาข้าวสาลีเริ่มลดลงในเดือนนี้ จากความหวังว่าการเจรจาอาจนำไปสู่การกลับมาเปิดเส้นทางส่งออกในทะเลดำ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดอาจกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เพราะผลกระทบกำลังลามไปถึง “ฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้า”

เกษตรกรรัสเซียและยูเครนเริ่มเพาะปลูกข้าวสาลีสำหรับฤดูกาล 2027 แล้ว และสัญญาณเบื้องต้นชี้ว่า พื้นที่เพาะปลูกกำลังลดลง ซึ่งอาจทำให้อุปทานข้าวสาลีโลกตึงตัวต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่สร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร

ประวัติศาสตร์เคยแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจตามมา เมื่อภัยแล้งและไฟป่าทำให้รัสเซียสั่งห้ามส่งออกข้าวสาลีในปี 2010 ราคาธัญพืชโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง และราคาอาหารที่สูงขึ้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงก่อนอาหรับสปริง

ครั้งนี้ หลายประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลางพึ่งพาธัญพืชจากรัสเซียมากกว่าในอดีตเสียอีก

นั่นทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลดำไม่ใช่เพียง “วิกฤติการขนส่ง” แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหารของโลก

สำหรับเวืองในเวียดนาม เขาไม่คาดหวังว่าข้อตกลงสันติภาพจะเกิดขึ้นในเร็ววัน และประเมินว่าราคาข้าวสาลี อาจไม่กลับสู่ภาวะปกติก่อนเดือนมีนาคม

ข้าวสาลีจากสหรัฐเดินทางมาถึงแล้ว และเรือบรรทุกข้าวสาลีจากบัลแกเรียอีกลำสามารถผ่านอ่าวเอเดนไปได้ แต่สินค้าของเขาอีกหนึ่งลำ ยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ใน “ทะเลดำ”

ผู้ขายขอขยายเวลาส่งมอบออกไป เพื่อรอ “ปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้นที่โอเดสซา”

ทว่าโลกอาจไม่มีเวลารอปาฏิหาริย์นั้นนานนัก เพราะทุกวันที่ท่าเรือยังชะงักและข้าวสาลียังติดค้าง ผลของสงครามที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร อาจเดินทางมาถึงผู้คนทั่วโลก ในรูปของ “อาหารที่แพงขึ้น” บนโต๊ะ

อ้างอิง: bloombergeuronv