วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

เปิดวิธีอาเซียนรับมือ ฝุ่นพิษข้ามแดน | กันต์ เอี่ยมอินทรา

เปิดวิธีอาเซียนรับมือ "ฝุ่นพิษข้ามแดน" เมื่อความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ไม่ได้ผลนัก รัฐบาลแต่ละประเทศจำต้องหาทางออกในเชิงทวิภาคี หรือพหุภาคีนอกกรอบอาเซียน 

ฝุ่นพิษในมาเลเซียในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ในระดับวิกฤติ จะกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

หมอกควันฝุ่นพิษที่พัดมาจากภูมิภาคกาลิมันตัน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะบอร์เนียว เกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย ที่ไม่เพียงเป็นที่ตั้งของประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของบรูไนและมาเลเซีย คือรัฐซาบาห์และซาราวัก รัฐที่ไม่ได้อยู่ในคาบสมุทรมลายูที่คนไทยคุ้นเคย รัฐที่มีพื้นที่มากและเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของมาเลเซีย

เช่นเดียวกับไทยที่มีปัญหาฝุ่นพิษข้ามแดนจากเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา และกัมพูชา มาเลเซียและสิงคโปร์ก็ประสบปัญหาฝุ่นข้ามแดนจากอินโดนีเซียเช่นกัน ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว โดยที่ปัญหาก็ยังดูเหมือนจะไร้ทางออก ไร้ทางแก้ไข

เกือบทุกปีมาเลเซียและสิงคโปร์จะได้รับผลจากฝุ่นข้ามแดนจากอินโดนีเซีย และทั้งสองประเทศก็พยามแก้ไขโดยใช้วิถีทางการทูตในระดับอาเซียน ทำให้เกิด ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน The ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution (AATHP) โดยมุ่งป้องกัน ลด และติดตามตรวจสอบมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนที่เกิดจากไฟป่าและไฟในพื้นที่พรุ

ขณะที่ฤดูฝุ่นของไทยคือช่วงต้นปี ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อเริ่มมีลมมีฝนในช่วงฤดูฝน แต่ฤดูฝุ่นของอินโดนีเซียที่จะพัดเข้าสู่สิงคโปร์ มาเลเซีย และบางส่วนของภาคใต้ของไทยนั้นเริ่มช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. ของทุกปี ปัญหาที่เกิดทุกปี และในบางปีเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตินี้เองทำให้ข้อตกลงนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2545 แต่ฝุ่นข้ามแดนยังคงเป็นปัญหาอยู่จนปัจจุบัน

เพราะเสาหลักของอาเซียนคือการไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของกันและกัน นี่คือเหตุผลหลักที่ข้อตกลงนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศจำต้องหาทางออกในเชิงทวิภาคี หรือพหุภาคีนอกกรอบอาเซียน  เช่น กรณีของไทย ลาว และเมียนมา ในปี 2567

ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ของสามประเทศเพื่อกำหนดเป้าหมายลดจุดความร้อน การจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟไหม้ป่า การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพต่อประชาชน การส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และการจัดตั้งสายด่วน (hotline) เพื่อประสานงานระหว่างทั้งสามประเทศ

หรือกรณีของสิงคโปร์ ที่ใช้ทั้งกำลังภายในในเชิงธุรกิจกดดัน ทั้งยังมีกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act (THPA) ในปี 2557 ที่เปิดช่องให้สามารถฟ้องร้องบริษัทที่ทำให้เกิดมลพิษข้ามแดนทั้งที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์หรือนอกประเทศได้ จากกฎหมายนี้นี่เองที่ทำให้สิงคโปร์สั่งสืบสวน 6 บริษัท และผลลัพธ์คือบริษัทถูกสั่งปิดไป 2 ที่ ขณะที่อีก 4 แห่งยังลอยนวล

สรุปง่ายๆ ปัญหาฝุ่นข้ามแดนที่มีมาอย่างยาวนานและดูทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน คือปัญหาที่แก้ยากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับปากท้องมาก่อนเรื่องของสุขภาพอย่างในประชาคมอาเซียนของเรา