วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

รู้จัก ‘Sudden Wealth Syndrome’ รวยเร็วเกินรับไม่ทัน ปัญหาใหม่สตาร์ตอัป

เหล่าเศรษฐีใหม่วงการเทคสตาร์อัปกำลังเผชิญภาวะ ‘Sudden Wealth Syndrome’ หลังรวยเร็วเกินไปจนตั้งตัวรับไม่ทัน ชีวิตไร้ความหมายหลังขายกิจการ มีเงินแต่รู้สึกไม่มีค่า ชีวิตไร้ความท้าทาย

ในวงการเทคสตาร์ตอัป จุดมุ่งหมายสูงสุดของผู้ก่อตั้งหลายคนอาจเป็นการพาบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือไปสู่การเป็นบริษัทระดับพันล้านดอลลาร์ หรือ “ยูนิคอร์น” และเติบโตต่อไปจนสามารถจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้

แต่สำหรับผู้ก่อตั้งอีกจำนวนไม่น้อย การเข้าสู่แผน Exit ด้วยการ "ขายกิจการ" ก็นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่แล้ว เพราะสามารถเปลี่ยนหุ้นและมูลค่าของบริษัทที่สร้างมากับมือให้กลายเป็นความมั่งคั่งมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุค AI ที่เงินสะพัดไปทั้งวงการและระยะเวลาของการขายธุรกิจเริ่มสั้นลงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ความร่ำรวยที่มาเร็วเกินไปนี้กำลังทำให้วงการเทคสตาร์ตอัปต้องเจอกับปัญหาใหม่ที่ไม่คาดคิด ซึ่งเรียกว่า “Sudden Wealth Syndrome” 

ภาวะนี้กำลังพบมากขึ้นในหมู่ผู้ก่อตั้งบริษัทเทค โดยเฉพาะท่ามกลางกระแส AI เมื่อชีวิตที่เคยทุ่มเทให้กับการสร้างบริษัทและไล่ตามเป้าหมายต้องจบลงหลังการขายกิจการ ทำให้บางคนรู้สึกว่างเปล่า สูญเสียเป้าหมายในชีวิต และตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง

มีเงินแล้ว แต่ไม่มีสุข

อนาสตาเซีย โคโรเลวา และสามีร่วมกันสร้างสตาร์ตอัปซอฟต์แวร์ขึ้นมาด้วยเงินทุนของตัวเอง ก่อนจะขายกิจการได้ในราคาหลักร้อยล้านดอลลาร์ โดยรับเงินสด 100% ตั้งแต่วันแรก ไม่มีเงื่อนไขการจ่ายเงินเพิ่มเติมตามผลประกอบการ และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเป็นเรื่องที่โคโรเลวา ซึ่งเคยเป็นทนายความด้านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ของ Skadden Arps ไม่ทันตั้งตัว แทนที่จะได้ใช้ชีวิตสบายอย่างที่คาดหวัง เธอกลับไม่สบายใจอยู่นานหลายปี และเผชิญการหย่าร้างที่เจ็บปวด

“ทุกอย่างแตกต่างจากที่เราคาดไว้มากจนทำให้ฉันตกใจ” โคโรเลวา กล่าว “ฉันต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในการปรับตัวเข้ากับความจริงใหม่”

โคโรเลวาเริ่มจัดพอดแคสต์ Exit Paradox เพื่อร่วมพูดคุยกับคนที่เผชิญปัญหานี้ และสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้น "เมื่อความมั่งคั่งทำให้คนไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป"

การสัมภาษณ์บรรดาเศรษฐีหน้าใหม่ข้ามคืนทำให้เธอพบประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั่นคือ สำหรับคนจำนวนมาก การขายกิจการไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความสำเร็จสูงสุด หรืออย่างน้อยความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนชีวิตขาดสะบั้น ในระดับที่กระทบต่อ "ความหมายของการมีชีวิตอยู่" 

ผู้ร่วมพอดแคสต์บางรายอธิบายการกลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยภาษาที่ใช้พูดกันถึงบาดแผลทางใจ เช่น “กำลังฟื้นตัวจากการขายกิจการ 500 ล้านดอลลาร์” หรือ “ไร้ทิศทางอยู่นานเป็นสิบปี” หรือใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยและน่าเบื่อโดยไร้จุดหมาย

รู้จัก ‘Sudden Wealth Syndrome’  รวยเร็วเกินรับไม่ทัน ปัญหาใหม่สตาร์ตอัป

พอดแคสต์ของโคโรเลวาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่กำลังเติบโต ทั้งคอนเทนต์ โค้ช นักบำบัด และชุมชนต่างๆ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เศรษฐีเทคหน้าใหม่เหล่านี้สามารถพูดคุยกันได้อย่างอิสระ

การเติบโตของบริการเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลง 2 ด้าน คือ ภาคเทคโนโลยีที่กำลังสร้างความมั่งคั่งด้วยความเร็วสูง และสังคมหลังโควิดที่เปิดกว้างต่อการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น

เชอร์รี วอลลิง นักจิตวิทยาคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านผู้ก่อตั้งธุรกิจ กล่าวว่า “การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีในกลุ่มผู้ประกอบการ เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมมาก” โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกระเพื่อมหลังการเสียชีวิตของโทนี เซี่ย (Tony Hsieh) ผู้ก่อตั้ง Zappos ในปี 2020 ด้วยวัยเพียง 46 ปี

เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว วอลลิงร่วมเขียนคู่มือเกี่ยวกับเรื่องนี้ชื่อ "Exit Strategy" หลังพบว่ามีลูกค้าจำนวนมากที่ทำทุกอย่างสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ ขายกิจการครั้งใหญ่ได้สำเร็จ แต่กลับไม่มีความสุข

“มีเรื่องราวที่รุนแรงมากๆ” เธอกล่าว “บางคนถึงขั้นคิดจบชีวิต บางคนหลงทางอย่างมากหลังจากขายกิจการ”

ความว่างเปล่าหลังความสำเร็จ

ความยากจนเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำแรกๆ ในชีวิตของมิเชีย โรห์สเซน ตอนอายุ 4 ขวบ เขาจำได้ว่าเห็นแม่ร้องไห้เพราะรถเสียไม่มีเงินซ่อม หลายครั้งครอบครัวไม่มีเงินแม้แต่ซื้ออาหารหรือจ่ายค่าเช่า เขาจำได้ถึงโรงทานแจกอาหาร และพระทิเบตในเมืองอิธากา นิวยอร์ก ซึ่งยอมเบียดกันอยู่ในห้องนอนห้องเดียวเพื่อให้เขากับแม่มีที่พัก

"เงินเป็นต้นตอของความเจ็บปวดในชีวิตพวกเราตลอดเวลา” โรห์สเซนกล่าว

เจ้าตัวย้ายไปซานฟรานซิสโกเมื่ออายุประมาณ 20 กว่าปี และเข้าสู่วงการสตาร์ตอัป โดยร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ยานยนต์ "Prodigy" ในปี 2015 แม้ในช่วงนั้นจะยังจนมาก บางสัปดาห์ต้องงดกินมื้อเที่ยงกับเพื่อนเพราะไม่มีเงินพอจ่ายค่าอาหาร 25 ดอลลาร์

แต่จากนั้นเพียงแค่ 6 ปี ชีวิตก็พลิกผันขณะที่เจ้าตัวอายุแค่ 31 ปี เมื่อขายบริษัท Prodigy ไปในราคา 110 ล้านดอลลาร์ ทำให้ปัญหาเรื่องเงินหมดไป โรห์สเซนมีความสุขมากในช่วงแรก แม้เขาจะไม่เคยคิดว่าเงินจะสามารถแก้ปัญหาในใจทั้งหมดได้ก็ตาม แต่ความหวาดหวั่นต่อชีวิตและความหมายของมันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น กลับรุนแรงยิ่งกว่าความยากจนที่เขาเคยผ่านมา

“มันแย่มาก” เจ้าตัวกล่าว “ตอนที่คุณไม่มีเงินและชีวิตลำบาก คุณยังมีความเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อขายบริษัทได้ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วมันยากกว่ามาก เมื่อคุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินพวกนั้นแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองแตกสลายเหมือนเดิม ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอเหมือนเดิม แล้วคุณก็คิดว่า แต่ผมก็ทำสำเร็จแล้วนี่?”

เขาเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง ทว่าในแต่ละวันแทบไม่มีจุดมุ่งหมายอะไร นอกจากตื่นขึ้นมาเพื่อเจอภรรยา

“ผมเหมือนตายไปแล้ว .... สมองของคุณฝ่อลงจริงๆ ถ้าคุณไม่ได้ทำงานและไม่ได้ไล่ตามอะไรสักอย่างในชีวิต มันเป็นจุดที่อันตรายมาก”

แอนนี ไรต์ นักจิตบำบัดที่ได้รับใบอนุญาตกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “sudden wealth syndrome” หรือ “ภาวะปรับตัวไม่ทันจากความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน” โดยเธอมองว่าผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ และปัญหานี้กำลังชัดเจนยิ่งขึ้นในยุค AI 

เหตุผลประการหนึ่งคือ "ความเร็ว" ช่วงเวลาระหว่างการก่อตั้งบริษัทจนถึงวันที่สามารถเปลี่ยนหุ้นหรือกิจการเป็นเงินสดได้กำลัง "สั้นลงมาก" นับตั้งแต่ยุคบูมของคริปโทเคอร์เรนซี ทำให้ผู้ก่อตั้งมีเวลาน้อยลงในการเติบโตและปรับตัวไปพร้อมกับความมั่งคั่งของตัวเอง

“บริษัทมีมูลค่ามหาศาล ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก และรวยขึ้นภายในช่วงเวลาที่สั้นอย่างไม่น่าเชื่อ” ไรต์กล่าว

แต่นอกจากเรื่องเงินแล้ว ผู้อก่อตั้งบางคนกลับคิดว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” กำลังจะปิดลง บางคนเชื่อว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของพวกเขา 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด แต่อาจสร้างผลกระทบหนักกว่า นั่นคือ "ภาระทางศีลธรรม"

ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีอาจต้องต่อสู้กับคำถามว่า "เทคโนโลยีที่ตัวเองสร้างขึ้นมาจะส่งผลอย่างไรต่อโลก" ในแบบที่เจ้าของธุรกิจคาสิโนหรือธุรกิจแฟชั่นราคาถูก อาจไม่ได้ถูกตั้งคำถามเดียวกันหรือไม่ได้แคร์อะไร

“ผู้ก่อตั้งเหล่านี้ไม่ได้ถามแค่ว่าบริษัทของตัวเองมีมูลค่าเท่าไร แต่พวกเขาอาจกำลังถามด้วยว่า เทคโนโลยีนี้จะทำอะไรกับการจ้างงาน กับความจริง กับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์” ไรต์กล่าวพร้อมระบุว่า บางคนกำลังเผชิญกับ “บาดแผลทางศีลธรรมจากสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นและผลกระทบที่มันมีต่อผู้อื่น”

ผลกระทบทางความรู้สึกพวกนี้ไม่เหมือนกับ "การถูกหวย" หรือถูกล็อตเตอร์รี่ เพราะความมั่งคั่งของผู้ก่อตั้งบริษัท "ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับตัวตนของพวกเขา" ซึ่งรู้สึกว่าความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากยังไม่มีความสุขอีกแม้จะประสบความสำเร็จแล้ว ความรู้สึกนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่ยิ่งเจ็บปวด

หลายคนตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "arrival fallacy" หรือความเชื่อว่า เมื่อไปถึงตัวเลขหรือเป้าหมายที่ใช้เป็นศูนย์กลางของชีวิตแล้ว จะพบกับความสงบและความพึงพอใจที่ยั่งยืน แต่เมื่อสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น บางคนก็กระโดดเข้าสู่การสร้างธุรกิจใหม่ทันที ไม่ใช่เพราะมีแรงบันดาลใจใหม่ แต่เพราะต้องการพิสูจน์ว่า "ความสำเร็จครั้งแรกไม่ได้มาเพราะโชคช่วย"

เมื่อเงินกลายเป็นเหมือนเกมเศรษฐี

วัฏจักรความมั่งคั่งรอบนี้ กำลังสร้างเศรษฐีหน้าใหม่มากกว่าการบูมของเทคโนโลยีในอดีต ในบริษัท AI บางแห่ง แม้แต่พนักงานระดับกลางก็สามารถได้เงินจำนวนมากจนเปลี่ยนชีวิตได้แล้ว

บริษัทติดตามข้อมูลตลาดคาดการณ์ว่า การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ  "Anthropic" เพียงแค่บริษัทเดียว อาจสร้างมหาเศรษฐีระดับ "พันล้าน" (ดอลลาร์) มากถึง 7 คนในกลุ่มผู้ก่อตั้ง สร้างคนที่มีทรัพย์สินระดับ 100 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 50 คน และผู้ที่มีทรัพย์สินระดับ 10 ล้านดอลลาร์ประมาณ 1,200 คน ในกลุ่มผู้ถือหุ้นลำดับถัดลงมา

รู้จัก ‘Sudden Wealth Syndrome’  รวยเร็วเกินรับไม่ทัน ปัญหาใหม่สตาร์ตอัป

หากรวมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่ของ "OpenAI" และ "SpaceX" จำนวนมหาเศรษฐีพันล้านรายใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จะเพิ่มเป็น 20 คน

“มันบ้ามากที่มีเงินเกิดขึ้นมากขนาดนี้” แซม พาร์ ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าว “คนกำลังเข้าใกล้ความมั่งคั่งระดับเก้าหลัก หรือมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ จากการเป็นแค่พนักงานบริษัทคนหนึ่งเท่านั้น”

พาร์เป็นผู้ก่อตั้ง The Hustle จดหมายข่าวธุรกิจดิจิทัลที่ HubSpot ซื้อกิจการในปี 2021 ปัจจุบันเขามุ่งทำ Hampton เครือข่ายสำหรับผู้สร้างธุรกิจที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งเขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “champagne problems” หรือปัญหาของคนรวย ซึ่งถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นปัญหา

คำแนะนำที่ดีที่สุดของเขาคือ อย่าทำอะไรที่ย้อนกลับไม่ได้ในช่วงอย่างน้อย 1 ปีหลังขายกิจการ อย่าเพิ่งซื้อฟาร์มขนาดใหญ่เกินความจำเป็นอย่างที่เขาเคยทำ หรืออย่างน้อยควรลองเช่าคฤหาสน์ผ่าน Airbnb อยู่สักสองสามเดือนก่อน เพื่อดูว่าชอบการใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ หรือไม่

ชุมชนสำหรับคนรวยพวกนี้มีเกณฑ์คัดเลือกแตกต่างกัน บางแห่งพิจารณาประวัติการเป็นผู้ประกอบการ บางแห่งกำหนดระดับความมั่งคั่งขั้นต่ำอย่างเข้มงวด และบางแห่งเข้าได้เฉพาะผู้ได้รับเชิญ

"Post Exit Founders" ซึ่งเปิดตัวเมื่อ 4 ปีก่อน มุ่งเน้นประสบการณ์ของผู้ก่อตั้งหลังขายกิจการ ขณะที่ "Beyond The Finish Line" กำหนดให้สมาชิกต้องทั้งขายกิจการแล้วและอยู่ในสถานะ “post-economic” หรือรวยมากพอจนไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเงินอีกต่อไป

ส่วนในระดับที่สูงขึ้นยิ่งกว่านั้น "Tiger 21" กำหนดให้สมาชิกต้องมีทรัพย์สินอย่างน้อย 20 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ "R360" กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 100 ล้านดอลลาร์ แม้กลุ่มเหล่านี้จะให้ประโยชน์ตั้งแต่เครือข่าย การบริหารความมั่งคั่ง ไปจนถึงโอกาสในการลงทุน แต่ทั้งหมดก็เปิดพื้นที่ให้สมาชิกได้ขบคิดถึงคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับชีวิตด้วย

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่รวยขึ้นมาอย่างก้าวกระโด พาร์กล่าวว่า ผลกระทบก็ยิ่งสุดขั้วมากขึ้น

“สิ่งที่แปลกมากก็คือ คนพวกนี้รวยตั้งแต่อายุยังน้อย จนความต้องการพื้นฐานในชีวิตแทบไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และต้องหันมาตั้งคำถามถึงเป้าหมายและความหมายของชีวิตเร็วกว่าคนทั่วไป” พาร์กล่าว โดยโยงกับเรื่องลำดับขั้นความต้องการพื้นฐานของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs)

พาร์มองว่าตัวเขาเองโชคดีที่พบภรรยาตั้งแต่เนิ่นๆ ขณะที่ปัจจุบันเขาเห็นคนจำนวนมากร่ำรวยขึ้นมาก่อนที่จะพบคู่ชีวิต

หลังขายกิจการ "ความสัมพันธ์รอบตัว" ก็มักเปลี่ยนไปด้วย และการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากคนที่ร่ำรวยขึ้นเพียงฝ่ายเดียว เพื่อนเก่าอาจเริ่มระมัดระวังเวลาพูดเรื่องเงินของตัวเอง ขณะที่คนในครอบครัวอาจเริ่มมีความคิดว่า ตัวเองควรได้รับส่วนแบ่งหรือความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด

ส่วนการสร้างความสัมพันธ์กับคนใหม่ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะคนรวยต้องเรียนรู้ที่จะแยกให้ออกว่า ใครต้องการเข้ามาสนิทกับพวกเขาจริงๆ และใครเพียงต้องการประโยชน์จากการได้รู้จักหรือใกล้ชิดกับพวกเขา ซึ่งบางครั้งกว่าจะเรียนรู้เรื่องนี้ได้ก็ต้องเสียเงินไปไม่น้อย ผลที่ตามมาคือ พวกเขาอาจยิ่งระวังคนรอบตัวมากขึ้น

และเมื่อความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง กระทั่ง "เงิน" เองก็เริ่มที่จะให้ความรู้สึกว่าไม่ใช่ของจริงแล้ว

“จนถึงประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ คุณยังคิดแค่ว่าจะใช้เงินนี้ให้ดีได้อย่างไร” วอลลิงกล่าว “คุณยังคอยดูตัวเลข สนใจ และลงทุนอย่างเหมาะสม แต่เมื่อเกินตัวเลขระดับหนึ่งไปแล้ว มันก็เริ่มเหมือนเงินในเกมเศรษฐี ซึ่งสามารถทำให้ใจคนหลุดจากความเป็นจริงได้ พวกเขาสูญเสียหลักยึดและไม่สามารถเชื่อมโยงกับคุณค่าของสิ่งต่างๆ ได้”

หาจุดสมดุลของชีวิต

โรห์สเซนใช้เวลาหลายปีในการทำความเข้าใจและปรับตัวกับการกลายเป็นคนรวย แต่ระยะหลังเขารู้สึกมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเป็นมานาน เขาเริ่มทำคอนเทนต์ออนไลน์เกี่ยวกับการสร้างธุรกิจ และพบแรงบันดาลใจจากการใช้เวลากับ "ริชาร์ด แบรนสัน" มหาเศรษฐีแห่ง Virgin ทั้งการทำกิจกรรมบนเกาะ Necker Island กับ The Strive Collective และการเดินป่าด้วยกันในไอซ์แลนด์ช่วงฤดูร้อน โดยใช้แค่เต็นท์ธรรมดา กาแฟสำเร็จรูป และขุดหลุมดินเพื่อใช้เป็นห้องน้ำ

แบรนสันต่างจากมหาเศรษฐีจำนวนมากที่โรห์สเซนพบหลังขายกิจการ ความรวยดูจะไม่ได้ทำให้แบรนสันในวัย 76 ปีสูญเสียความมีชีวิตชีวา ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งขยายความกระตือรือร้นตามธรรมชาติของเขา

รู้จัก ‘Sudden Wealth Syndrome’  รวยเร็วเกินรับไม่ทัน ปัญหาใหม่สตาร์ตอัป

โรห์สเซนกล่าวว่า แบรนสันดูเป็นคนติดดินและพร้อมทำทุกอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ชีวิตในแบบแปลกและสนุกอย่างไม่รู้สึกว่าต้องขอโทษใคร ในฐานะ “มหาเศรษฐีแบบจัดเต็มที่มีเกาะเป็นของตัวเองจริงๆ พร้อมลูกจิงโจ้และตัวลีเมอร์”

ด้านโคโรเลวาที่ศึกษาพูดคุยกับผู้ที่ขายกิจการไปแล้วประมาณ 1,200 ราย ประเมินว่าเมื่อผ่านไป 10 ปีหลังเข้าสู่สถานะ “post-economic” จะมีคนประมาณ 15% ที่ “อยู่ในจุดที่ค่อนข้างเศร้า” ส่วนอีก 70% ใช้ชีวิตได้อย่างสบายแต่ก็ยังรู้สึกถึงความว่างเปล่าบางอย่าง และมีเพียง 15% เท่านั้นที่ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

เดือนนี้โคโรเลวาได้เปิดตัว "Post Wealth System" โปรแกรมรีทรีต 3 วันสำหรับกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละ 8–10 คน เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีอิสรภาพทางการเงินค้นหาชีวิตที่เติมเต็มความหมายได้มากขึ้น

วอลลิงกล่าวว่า คนที่รับมือกับความมั่งคั่งก้อนใหญ่ได้ดีที่สุด มักจะสามารถยอมรับความจริง 2 อย่างได้พร้อมกัน คือ “ฉันทำงานหนักมาก และฉันก็โชคดีมากเช่นกัน”

คนเหล่านี้ยอมรับผลตอบแทนจากความสำเร็จโดยไม่ยกตัวเองสูงเกินไป ส่วนผู้ที่ประสบปัญหาหนักที่สุดมักเป็นคนที่ "บริษัทคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต" ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่มีงานอดิเรก และไม่มีความหมายอื่นในชีวิตนอกเหนือจากการขายกิจการ

“นั่นคือจุดที่คุณผูกคุณค่าในตัวเองทั้งหมดและความรู้สึกเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองเข้ากับเหตุการณ์นี้” วอลลิงกล่าว พร้อมระบุด้วยว่า "ไม่ว่าจะเท่าไร ก็ไม่มีเงินมากพอที่จะค้ำจุนสิ่งนั้นให้คุณได้”


ที่มา: Bloomberg