การเยือนไนจีเรียและเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการเมื่อวันก่อนของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถือเป็นการเยือนแอฟริกาครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศนโยบายไทยต่อแอฟริกา (Thailand Africa Initiative: TAI)
KEY POINTS
- ไนจีเรียเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่กว่า 220 ล้านคน มีความต้องการสินค้าไทยสูง เช่น ข้าว อาหาร และเครื่องสำอาง รวมถึงมีโอกาสลงทุนด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร
- เอธิโอเปียมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีนโยบายเปิดประเทศดึงดูดการลงทุน สร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น การแปรรูปอาหารและบริการ
- โมซัมบิกเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของไทยในแอฟริกา โดยเฉพาะด้านพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และเป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาตอนใต้
การเยือนไนจีเรียและเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการเมื่อวันก่อนของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถือเป็นการเยือนแอฟริกาครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศนโยบายไทยต่อแอฟริกา (Thailand Africa Initiative: TAI)
ในโอกาสนี้ภาคเอกชนไทยจำนวนหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วยและเข้าร่วมกิจกรรม Thailand-Nigeria Business Forum และ Thailand - Ethiopia: Building Business Bridges เพื่อทำความรู้จักกับนักธุรกิจไนจีเรียและเอธิโอเปีย อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม บุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้จักพื้นที่แอฟริกาเป็นอย่างดีคือเอกอัครราชทูต กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์พิเศษ ธีรภัทร มงคลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา สาธารณรัฐไนจีเรีย, จิรัสยา พีรานนท์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา ผู้ดูแลเอธิโอเปีย และสัมภาษณ์ออนไลน์ บัญชา ยืนยงจงเจริญ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก ถึงโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย
- เปลี่ยนมายด์เซ็ตมองแอฟริกา
“เราอยู่ตรงนี้ ไทม์โซนเดียวกันกับยุโรปตะวันตก เดินทางมาใช้เวลาเท่ากันเพียงแต่ว่า ยังไม่มีเที่ยวบินตรง เราไปยุโรปก็ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลางอยู่แล้ว จริง ๆ เวลาเดินทางก็เท่ากัน” ธีรภัทรกล่าวและว่า ไนจีเรียมีหลายอย่างเหมือนไทย เช่น อากาศ อาหาร
“หลาย ๆ คนอาจจะไม่เคยลอง อาหารแอฟริกันรสชาติจัดจ้าน แต่ว่าเครื่องเทศแต่ไม่รุนแรง คนไทยน่าจะชอบ”
คนไนจีเรียชอบอาหารรสเผ็ด จานเด็ดคือข้าวจอลลอฟ (Jollof Rice) หรือข้าวผัดมะเขือเทศ จุดเด่นคือต้องใช้ข้าวนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาไนจีเรียนำเข้าข้าวนึ่งจากไทยมาโดยตลอด เคยหยุดไประยะหนึ่งแต่ยังเข้ามาทางประเทศเพื่อนบ้านตอนนี้ก็กลับมานำเข้าใหม่ กลายเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับไนจีเรีย ส่วนในแอฟริกาตะวันตกภาพรวมอาหารคล้ายคลึงกัน
- ชีวิตคนไทยในไนจีเรีย
ไนจีเรียมีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่แต่งงานกับชาวไนจีเรีย ทำงานในธุรกิจร้านอาหาร สปา นวดไทย โอกาสทางการค้าในประเทศนี้มีมากมาย ไนจีเรียนำเข้าอาหารจากไทย เช่น ข้าว อาหาร ซอส ของใช้ส่วนตัวจำพวกเครื่องสำอาง สบู่ สบู่มะละกอและผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวกระจ่างใสเป็นที่ชื่นชอบมาก อาหารยอดนิยม เช่น ปลาแห้ง
การลงทุนที่น่าสนใจ เช่น แปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เริ่มจากข้าว สัตว์น้ำ มันสำปะหลัง ยางพารา (ไนจีเรียนำเข้ายางพารามากเป็นอันดับหนึ่ง) เม็ดพลาสติกถือเป็นสาขาที่สำคัญ บริษัทอินโดรามาได้เข้ามาลงทุนทำขวดพลาสติกและปุ๋ยยูเรียที่นี่แล้ว
- ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน
เนื่องจากชาวไนจีเรียชอบอาหารไทย สถานทูตจึงจัดเทศกาลอาหารไทยและเคยจัดงานอาเซียนบาซาร์ ที่สถานทูตไทย ร่วมกับสถานทูตอาเซียนอื่น ๆ รวมห้าแห่ง นอกจากนี้สถานทูตยังมีงาน Taste of Thailand ในกรุงอาบูจา เน้นลูกค้ารายได้สูงผู้สนใจอาหารแบบ fine dining
นอกจากอาหารแล้วธีรภัทรเผยว่า ต่อไปอาจมีความร่วมมือด้านดนตรี ดีไซน์ แฟชั่น กีฬา ทั้งไทยและไนจีเรียชอบฟุตบอลเหมือนกัน คนที่ดูฟุตบอลจะทราบว่าไนจีเรียมีนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากมาย ต่อไปอาจจัดให้นักเตะไปโชว์ฝีเท้าที่ไทย และจะจัดกิจกรรมส่งเสริมมวยไทยด้วย
ด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ไนจีเรียผลิตภาพยนตร์จำนวนมาก เรียกว่า นอลลีวูด แต่ก็นิยมชมภาพยนตร์ไทยผ่านทางเน็ตฟลิกซ์
- คำแนะนำสำหรับนักธุรกิจไทย
ธีรภัทรย้ำว่าขอให้คิดใหม่เรื่องระยะทาง เพราะไม่ได้ไกลอย่างที่คิด เรื่องความปลอดภัยที่หลายคนกังวลก็ขอให้ระมัดระวัง ส่วนเรื่องคู่ค้าไม่น่าไว้ใจนั้น เวที Thailand Nigeria Business Forum ได้นำหอการค้ามาจับคู่กับหอการค้าของนครลากอสเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในระยะยาวอาจตั้งสภาธุรกิจระหว่างกัน เป็นแหล่งรวมธุรกิจที่น่าเชื่อถือ ปรึกษาหารือเรื่องกฎระเบียบ
“ยังไงเราก็มองข้ามไม่ได้นะครับ ตลาดที่มีประชากร 220 ล้านคน แค่ลากอสเมืองเดียว ก็ 30 ล้านเข้าไปแล้วก็ต้องลองดูนะครับ” เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจากล่าว
- ลืมภาพเก่าเอธิโอเปีย
จากไนจีเรียข้ามทวีปแอฟริกาไปยังฝั่งตะวันออก ณ ประเทศเอธิโอเปีย
“หลาย ๆ คนจะมีภาพเดียวกันนะคะ คือสมัยเด็ก ๆ เราจะเห็นภาพคนเอธิโอเปียเป็นแบบเด็กพุงโร ตัวผอมหัวโต แต่พอได้มาจริง ๆ แล้วต้องเปลี่ยนภาพของเอธิโอเปียไปเลยเพราะบ้านเมืองเขาสะอาดเรียบร้อย พัฒนาไปมาก” ทูตจิรัสยากล่าวถึงเอธิโอเปียจากภาพจำเก่า ๆ ในอดีต ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปมากมาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลเอธิโอเปียมีนโยบายการพัฒนาที่ชัดเจน ลงมือทำจริงจัง ทำทั้งองคาพยพจึงพัฒนาได้เร็ว
“เช่น เขาอยากให้บ้านเมืองเป็นระเบียบก็ไม่ใช่แค่ไล่ที่ แต่ได้เตรียมที่อยู่อาศัยให้คนที่ต้องย้ายออก พัฒนาไฟฟ้าถนน การสร้างนิคมอุตสาหกรรมก็ไม่ใช่แค่สร้าง แต่ต้องเตรียมความพร้อม เราเห็นความใส่ใจเรื่องการปลูกต้นไม้ ไม่ใช่พัฒนาแล้วตัดต้นไม้ สร้างถนนแล้วไม่ปลูกทดแทน ”
- ความสำเร็จ Thailand - Ethiopia: Building Business Bridges
สำหรับเวทีธุรกิจที่เพิ่งจัดขึ้นหมาด ๆ ในทัศนะของจิรัสยา กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย ที่ต้องการให้นักธุรกิจไทยได้รู้จักเอธิโอเปียมากขึ้น งานดังกล่าวมีนักธุรกิจท้องถิ่นร่วมงานจำนวนมากจากหลายเซคเตอร์ บรรยากาศงานเป็นไปอย่างคึกคัก นักธุรกิจเข้าแถวคอยพบปะแลกเปลี่ยนกับฝ่ายไทย สำหรับภาคส่วนที่ไม่มีบริษัทไทยมาร่วมในงาน พวกเขาก็รอพบกับ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เพื่อหาจังหวะจับคู่ธุรกิจที่เหมาะสม
“เราไม่สามารถคาดหวังว่า มาถึงก็ตู้มตู้มลงทุนมันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ต้องมาเรียนรู้กัน มารู้จักกัน เพราะฉะนั้นการที่เขาให้ความสนใจมาก มากันหลายบริษัทก็สอดคล้องกับเป้าหมายของเรา เหมือนกับชื่องานคือเริ่มสร้างสะพาน พอได้เริ่มรู้จักกัน ได้คุยกันแล้วก็จะพัฒนาต่อได้” จิรัสยากล่าวถึงการลงทุนในเอธิโอเปียที่กำลังมีข่าวดีคือ ไทยเตรียมเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่นี่ แม้ยังบอกไม่ได้ถึงระยะเวลาเปิดที่แน่ชัดเพราะยังต้องดำเนินการตามกระบวนการภายใน เช่น ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี จัดการเรื่องงบประมาณ
“แต่ตามนโยบายท่านรัฐมนตรีคือให้เร็วที่สุด” ดังนั้นระหว่างนี้จิรัสยาจึงต้องดูแลเอธิโอเปียต่อไปด้วยความเต็มใจยิ่ง โครงการที่จะทำต่อไปคือส่งเสริมความสามารถของไทยในด้านสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค เพราะหลายสิ่งที่เอธิโอเปียต้องการเป็นสิ่งที่ไทยมี เช่น การแปรรูปอาหาร บริการ hospitality ไทยจึงต้องรีบคว้าโอกาส
“เนื่องจากว่าขณะนี้เขากำลังเปิดประเทศมีนโยบายอยากดึงนักลงทุน อยากเพิ่มคู่ค้า เราเองก็อยากจะมีพาร์ทเนอร์ชิพใหม่ ๆ เราต้องลงมือเร็วเพื่อชิงความได้เปรียบเพราะโอกาสมันเปิด แต่ไม่มีอะไรที่เปิดปุ๊บติดปั๊บ ถ้าเราช้าคู่แข่งจะเข้ามาเยอะ เพราะไม่ใช่มีแค่ไทยที่สนใจ” จิรัสยากล่าวทิ้งท้าย
- ไทยลงทุนสูงสุดในโมซัมบิก
แม้รอบนี้รองนายกฯ สีหศักดิ์ และภาคเอกชนไม่ได้ไปเยือนโมซัมบิก แต่ประเทศนี้ก็มีความสำคัญ ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 5 ก.ย. 2569 ทูตบัญชาเพิ่งนำหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทย เข้าร่วมงาน FACIM 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและการลงทุนสำคัญที่สุดของโมซัมบิกเพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทย และผลักดันความร่วมมือไทย–โมซัมบิกในสาขาที่มีศักยภาพ
งานใหญ่แค่ไหนพิจารณาได้จาก ประธานาธิบดีแดเนียล ฟรานซิสโก ชาโป (Daniel Francisco Chapo) แห่งสาธารณรัฐโมซัมบิกพร้อมคณะมาเยี่ยมชมบูธประเทศไทยและพูดคุยอยู่ด้วยนานสองนาน
“โมซัมบิกมีลักษณะพิเศษคือเป็นประเทศที่ไทยลงทุนสูงสุดในแอฟริกา มูลค่าประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมี บริษัท ปตท. สผ. เป็นผู้นำ รวมถึงโครงการของอิตาเลียนไทย” บัญชากล่าว
- จุดเด่นโมซัมบิก
เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สรุปจุดเด่นของโมซัมบิกว่า ประชาชนที่นี่ชื่นชอบข้าวไทย เป็นประเทศนำเข้าข้าวจากไทยมากเป็นอันดับ 8 ปีละประมาณ200,000-300,000 ตัน โมซัมบิกมีประชากรราว 36 ล้านคน 80% อยู่ในภาคเกษตร ผลผลิตสำคัญคือน้ำตาล ยาสูบ มะม่วงหิมพานต์ ภาคบริการที่โดดเด่นคือค้าปลีก ค้าส่ง การท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังชายฝั่งทะเลยาวกว่า 2,750 กิโลเมตร มีที่ดินมากกว่า 200,000 ตารางกิโลเมตร หากพัฒนาได้จะได้ทั้งการท่องเที่ยวและการเกษตร
“แม้โมซัมบิกมีประชากรเพียง 36 ล้านคน แต่รอบ ๆ เป็นประเทศไม่มีทางออกทะเล ซิมบับเว 17 ล้านคน มาลาวี 22.8 ล้านคน แซมเบีย 22.5 ล้านคน หากไทยส่งสินค้ามายังโมซัมบิกก็สามารถส่งต่อไปยังประเทศรอบ ๆ อีก 3-4 ประเทศได้ รวมประชากรแถบนี้ร่วม 100 ล้านคน ถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ไทยควรให้ความสนใจ”
ทั้งนี้ จังหวัดคาโบเดลกาโด (Cabo Delgado) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติระดับโลก ที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับโลกได้ในระยะ 50-100 ปี และจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของไทยด้วย
“เพราะว่าแอลเอ็นจีขนส่งมาได้ ในขณะที่ตะวันออกกลางมีปัญหา ที่นี่จะเป็นความมั่นคงทางพลังงานแหล่งใหม่นอกเหนือจากเมียนมา โครงการของ ปตท.สผ.จะผลิดอกออกผลได้ในสามปีข้างหน้า” บัญชากล่าวก่อนสรุปว่า โมซัมบิกน่าสนใจสำหรับไทยไม่ใช่แค่ในฐานะ “ตลาดส่งออก” แต่เป็น ฐานการลงทุนและประตูเข้าสู่ตลาดแอฟริกาตอนใต้ โดยพลังงานแอลเอ็นจีเป็นโอกาสระดับยุทธศาสตร์ ขณะที่ สินค้าเกษตร เครื่องจักรการเกษตร อาหาร และอัญมณี เป็นสาขาที่บริษัทไทยสามารถเข้าไปสร้างธุรกิจได้ในระยะใกล้ถึงกลาง โดยเฉพาะการนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยี การแปรรูป และบริการหลังการขายของไทยไปจับคู่กับทรัพยากรของโมซัมบิก





