วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เอกชนไทยบุก‘ไนจีเรีย-เอธิโอเปีย’ ลุยเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสธุรกิจแอฟริกา

 ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนฉุดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลไทยมุ่งเน้นการทูตเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในนโยบายนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติ ภายใต้การนำของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการระทรวงการต่างประเทศ  โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักขับเคลื่อนนโยบาย 

ล่าสุด ระหว่างวันนี้ (25 ส.ค.) -30 ส.ค.  รองนายกฯ สีหศักดิ์อยู่ระหว่างเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการ คณะนักธุรกิจไทยก็ได้ร่วมเดินทางสำรวจโอกาสทางเศรษฐกิจในสองประเทศนี้ด้วย รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษกรุงเทพธุรกิจ ถึงภารกิจสำคัญที่ต้องไปไกลถึงทวีปแอฟริกา! 

  •  การทูตเศรษฐกิจ 3Cs

“ในช่วงที่ผ่านมา กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานด้าน 'การทูตเศรษฐกิจ' ของรัฐบาลภายใต้กรอบ 3Cs – Competitiveness, Confidence และ Collaboration โดยมีเป้าหมายสำคัญคือใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น” อธิบดีกล่าว

 ในด้าน Competitiveness หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) มุ่งแสวงหาตลาดใหม่และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ภาคเอกชนไทย ทั้งในตลาดเดิมและตลาดศักยภาพใหม่ อาทิ คาซัคสถาน รัสเซีย ไนจีเรีย และเอธิโอเปีย ผ่านการเยือนระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อไปแล้วก็จัด Business Forum และ Business Matching โดยใช้เครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกเป็นกลไกในการเปิดประตู เชื่อมโยงคู่ค้า และช่วยแก้ไขอุปสรรคให้แก่ภาคธุรกิจไทย

"ขณะเดียวกัน กต. ได้ผลักดัน การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (SRI Diplomacy) โดยร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำกรอบความร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายทางการทูตเชื่อมโยงไทยกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบนิเวศนวัตกรรมในต่างประเทศ  เสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต"

  •  มุ่งมั่นเข้า‘โออีซีดี’

ในมุมของ Confidence หรือการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อไทย กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศรับผิดชอบภารกิจการเข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี)  เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจของไทยและสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศ ควบคู่กับการสื่อสารศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เชื่อถือได้ และพร้อมเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

 ส่วนในด้าน Collaboration หรือการสร้างความร่วมมือ  เป็นการมุ่งใช้เครือข่ายทางการทูตและความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ต่อยอดการเยือนและการหารือระดับสูงไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ รวมถึงการขยายบทบาทของไทยไปยังภูมิภาคหรือกรอบความร่วมมือใหม่ ๆ

  •  ไม่มองข้ามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

แค่ 3Cs ก็หนักแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งมิติที่กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศต้องให้ความสำคัญ นั่นคือ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" (economic security)

“เพราะโลกปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะการแข่งขันทางการค้า แต่ยังมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน อาหาร และเทคโนโลยี ดังนั้น การทูตเศรษฐกิจของไทยจึงต้องช่วยบริหารจัดการความเสี่ยง สร้างทางเลือก และทำให้ไทยสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก” รุจิกรกล่าว 

  •  สร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจหลากหลาย

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รองนายกฯ สีหศักดิ์รวมถึงกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้นำภาคเอกชนไทยเยือนประเทศต่างๆ มากมาย เช่น คาซัคสถาน โอมาน รัสเซีย ล่าสุดคือไนจีเรีย-เอธิโอเปีย รุจิกรให้เหตุผลว่า จากสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการกระจายตลาดและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (diversification) เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ประเทศที่กล่าวมาจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถเติมเต็มโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยได้ในหลายด้าน

"การเลือกประเทศเป้าหมายไม่ได้มาจากภาครัฐฝ่ายเดียว กรมฯ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมกันระบุประเทศและสาขาธุรกิจเป้าหมายที่มีศักยภาพ และออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากที่สุด ทั้งในด้านการหาคู่ค้า การเข้าถึงตลาด การ survey และการแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ" รุจิกรกล่าวโดยยกตัวอย่าง คาซัคสถานและรัสเซียเป็นตลาดสำคัญกรอบความร่วมมือในยูเรเชียมีศักยภาพ ในหลายด้าน อาทิ พลังงาน เกษตร อาหาร สุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภค 

ขณะที่คาซัคสถานยังเป็นประตูเชื่อมไทยกับภูมิภาคเอเชียกลางซึ่งยังมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีช่องว่างให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปเจาะตลาดได้ ไทยจึงประสงค์จะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับยูเรเชีย

  ส่วนไนจีเรียและเอธิโอเปีย เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีบทบาทสำคัญในแอฟริกา โดยไนจีเรียเป็นประตู สู่แอฟริกาตะวันตก ขณะที่เอธิโอเปียเป็นศูนย์กลางสำคัญของแอฟริกาตะวันออกและเป็นที่ตั้งของสหภาพแอฟริกา จึงมีศักยภาพที่จะเป็นฐานในการขยายความร่วมมือของไทยและอาเซียนกับทวีปแอฟริกาในระยะยาว 

 “ดังนั้น เราไม่ได้มองประเทศเหล่านี้เป็นเพียง 'ตลาดใหม่' แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่หลากหลายขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว” 

  •  รัฐเปิดประตูให้ภาคเอกชน 

อย่างที่อธิบดีกล่าวแล้วว่า กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด หลังจากเดินทางร่วมกันในหลายทริป ภาคเอกชนไทยมีการตอบสนองเชิงบวก ด้วยมองว่า การเดินทางร่วมกับคณะของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเปิดประตู  สามารถสร้างความน่าเชื่อถือและ visibility ให้แก่ผู้ประกอบการไทย รวมทั้งช่วยให้เข้าถึงคู่ค้า หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีอำนาจตัดสินใจในประเทศเป้าหมายได้ง่ายขึ้นผ่านเครือข่ายของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ และช่วยให้เห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้  ปัญหาอุปสรรคส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการที่พบคือหลาย ๆ รายมีความพร้อมที่จะขยายธุรกิจของตัวเองไปยังต่างประเทศ แต่อาจยังขาดข้อมูลตลาดเชิงลึก ขาดคู่ค้าท้องถิ่น (local partners) ที่เชื่อถือได้ พบอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การชำระเงิน โลจิสติกส์ และการเข้าถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นจุดที่กระทรวงการต่างประเทศสามารถเข้ามามีบทบาทได้

 “เราจึงมองบทบาทของกรมฯ และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ใน 3 มิติ คือ เป็น 'door knocker' ช่วยเปิดประตู เป็น 'matchmaker' เชื่อมโยงกับคู่ค้าที่เหมาะสม และเป็น 'facilitator' ช่วยประสานแก้ไขอุปสรรคในการทำธุรกิจ” รุจิกรอธิบาย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ งานของกรมฯ ไม่ได้จบเมื่อการเยือนหรือ Business Forum สิ้นสุดลง แต่ต้องมีการติดตามผลหลังจากนั้น  ทั้งการติดตามผลการเจรจาธุรกิจ การเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการช่วยผลักดันให้โอกาสที่เกิดขึ้นจากการเยือนสามารถพัฒนาไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

อธิบดีย้ำว่า ในระยะยาวกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย มองตลาดต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของภาครัฐ สมาคมการค้า หอการค้า และองค์กรธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ

  •  ทำไมต้อง‘ไนจีเรีย-เอธิโอเปีย’

สำหรับการเดินทางไปไนจีเรีย-เอธิโอเปียครั้งนี้ รุจิกรเล่าว่า ภาคเอกชนที่ร่วมทางไปด้วย ครอบคลุมสาขาที่ไทยมีศักยภาพและมีโอกาสต่อยอดในตลาดแอฟริกา ประกอบด้วยสาขาต่าง ๆ ได้แก่ อาหารและผลิตภัณฑ์การเกษตร อาหารแปรรูป ค้าปลีกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ การเงินและการธนาคาร ผู้ผลิต อุปกรณ์นิรภัยครบวงจร สีสเปรย์ สีพ่นบำรุงรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (home improvement) เคมีภัณฑ์ และ trading & distribution 

สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเป็นพิเศษคือการสนับสนุนด้านข้อมูลตลาดเชิงลึก กฎระเบียบและข้อบังคับในแต่ละประเทศ รวมถึงการช่วยหาคู่ค้าที่น่าเชื่อถือและจัด Business Matching ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

  •  ผนึกกำลัง EXIM Bank

 อีกประเด็นสำคัญคือ ช่องทางการนำเข้า–ส่งออก โลจิสติกส์ การชำระเงิน และการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญของการทำธุรกิจกับตลาดบางประเทศในแอฟริกา

“ในประเด็นนี้ เราได้รับความร่วมมือจาก EXIM Bank ซึ่งร่วมเดินทางไปกับคณะในครั้งนี้ เพื่อศึกษาสภาพตลาดและหารือแนวทางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดข้อจำกัดด้านธุรกรรมทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของเครื่องมือทางการเงินที่สามารถสนับสนุนการค้าและการลงทุนของไทยในตลาดเหล่านี้”

 นอกจากนี้ ภาคเอกชนบางส่วนยังให้ความสนใจเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ตลอดจนมาตรการและกลไกสนับสนุนจากภาครัฐในการเข้าสู่ตลาด ซึ่งกรมฯ ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ ในท้องถิ่นมาร่วมกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจ ทั้งสองประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการสัญชาติไทยที่ดำเนินธุรกิจอยู่มาร่วมแชร์ประสบการณ์

"เป้าหมายของการเยือนจึงไม่ใช่เพียงการพาภาคเอกชนไปสำรวจตลาด แต่เป็นการช่วยลด 'ต้นทุนของการเข้าสู่ตลาด' ทั้งในแง่ข้อมูล เครือข่าย ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงคู่ค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถตัดสินใจและต่อยอดธุรกิจได้เร็วขึ้น" อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศสรุป