ทรัมป์ขู่ซ้ำ หากเฟดไม่ลดดอกเบี้ยจะระงับการค้ากับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ ขณะที่เฟดมีท่าทีคงดอกเบี้ย หรือไม่ก็อาจจะปรับขึ้น
KEY POINTS
- โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องและกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
- ขู่ว่าจะระงับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่สหรัฐมีดุลการค้าขาดดุล หากเฟดไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง
- ทรัมป์ย้ำจุดยืนว่าสหรัฐ ควรจ่ายอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำที่สุดในโลก เพื่อไม่ให้เสียเปรียบประเทศอื่น
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.69) ได้ย้ำคำขู่จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐไม่ปรับลดดอกเบี้ย
“สิ่งที่ผมพูดแบบง่าย ๆ ก็คือ เราควรจะจ่ายดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก” ทรัมป์กล่าวในห้องทำงานรูปไข่
ทรัมป์ตอบคำถามถึงโพสต์ใน Truth Social เมื่อต้นวันเดียวกันที่ระบุว่า “ลดดอกเบี้ยลง ไม่งั้นผมจะหยุดค้าขายกับประเทศที่เราขาดดุลด้วย”
ทรัมป์ออกคำขู่นี้ หลังจากเรียกร้องให้เฟดและประธานเฟด เควิน วอร์ช “ฉลาดขึ้นหน่อย” และลดดอกเบี้ย ภายหลังรายงานการจ้างงานรายเดือนออกมาดีกว่าที่คาดมาก
เฟดปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ของทรัมป์ ทำเนียบขาวก็ไม่ได้ตอบคำขอข้อมูลเพิ่มเติมจากซีเอ็นบีซี
หากมองตามตัวอักษรแล้ว การขู่ยุติการค้ากับประเทศที่สหรัฐขาดดุลด้วยถือว่าเป็นท่าทีที่รุนแรงมาก เพราะสหรัฐมีดุลการค้าขาดดุลจำนวนมากกับหลายสิบประเทศ รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ด้วย
ทรัมป์ต้องการดอกเบี้ยระดับต่ำมานานแล้ว และมักวิจารณ์เรื่องที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับประเทศอื่น ๆ เป็นประจำ แต่เศรษฐกรจำนวนไม่น้อยชี้ว่า ดุลการค้าขาดดุลนั้น “ไม่ใช่เรื่องดีหรือเลวโดยตัวมันเอง” เสมอไป แถมบางครั้งดุลการค้าขาดดุลยังสะท้อนว่าประเทศนั้นมีกำลังซื้อมากพอจะนำเข้าสินค้าจำนวนมากด้วย
นอกจากนี้ ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐก็มักนำเงินดอลลาร์ที่ได้รับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเท่ากับนำเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศอีกครั้ง สหรัฐเองก็รายงานตัวเลขขาดดุลการค้าระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษแล้ว
- ทรัมป์หมกมุ่นกับการขาดดุลการค้า
แต่ในห้องทำงานรูปไข่ช่วงบ่ายวันศุกร์ ทรัมป์ก็ยังคงมองดุลการค้าขาดดุลในมุมมองแบบเกมผลรวมศูนย์ โดยมองว่าประเทศอื่นกำลังเอาเปรียบสหรัฐ
“เรามีดุลการค้าขาดดุลก้อนใหญ่กับหลายประเทศ ซึ่งไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นเลยตั้งแต่แรก” ทรัมป์กล่าว
“เรามีสิทธิ์จะจัดการกับประเทศที่เรียกกันว่า ‘ชาติมหาอำนาจทางการเงิน’ ที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก … บางประเทศจ่ายดอกเบี้ยแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่เราจ่าย 4% ทั้ง ๆ ที่เครดิตของเราน่าเชื่อถือกว่าพวกเขามาก” เขากล่าว
“ถ้าเราไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราก็จะทำแบบนั้น และสิ่งที่เราต้องทำเพื่อจะลดดุลการค้ากับประเทศหนึ่ง ๆ ก็แค่หยุดค้าขายกับเขาเท่านั้นเอง” ทรัมป์กล่าว
เขายกตัวอย่างแคนาดา ซึ่งปัจจุบันกำลังมีข้อพิพาทด้านภาษีและการค้ากับสหรัฐ ว่า
“ถ้าเราเล่นกันแบบเอาจริงเอาจัง สิ่งที่ต้องทำก็แค่ประกาศว่าเราจะไม่ค้าขายกับแคนาดา ถ้าเราไม่ค้าขายกับแคนาดาเลย เราจะประหยัดเงินได้ 90,000 ล้านดอลลาร์” ทรัมป์อ้าง
“และสิ่งที่ผมพูดแบบง่าย ๆ ก็คือ เราควรจะจ่ายดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก” เขาย้ำ “ทุก ๆ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของดอกเบี้ยที่เราจ่ายในประเทศนี้ ทำให้เราต้องเสียเงิน 650,000 ล้านดอลลาร์ เราควรอยู่ที่ 1% หรือครึ่งเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 4%”
- ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อวอร์ช
ถ้อยแถลงวันศุกร์แสดงให้เห็นว่าทรัมป์กลับมากดดันเฟดอีกครั้ง หลังจากแรงกดดันดูจะเบาบางลงไปบ้างตั้งแต่มีการแต่งตั้งวอร์ช ซึ่งเขาเป็นคนเลือกให้มารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์
ทั้งโพสต์และคำพูดของทรัมป์มีขึ้นราวสองเดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งความไม่พอใจของประชาชนต่อเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อมายาวนานเป็นประเด็นหลักของการเมืองในขณะนี้
ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ วอร์ชได้กล่าวสุนทรพจน์บอกเป็นนัยว่า การขึ้นดอกเบี้ยอาจกลับมาเป็นทางเลือกบนโต๊ะอีกครั้ง โดยประธานเฟดระบุว่า เขามุ่งมั่นจะดึงเงินเฟ้อกลับลงมาใกล้เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง “อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเป็นเครื่องมือหลักในการบรรลุพันธกิจคู่ (dual mandate)”
ด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาต้องการเห็นดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยมองว่านั่นจะเป็น “การตอบสนองที่เหมาะสมและมีความรับผิดชอบ” ต่อข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุด
ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) เควิน แฮสเซ็ตต์ เมื่อถูกถามเรื่องดอกเบี้ยในรายการของซีเอ็นบีซี เช้าวันศุกร์ กล่าวว่า “เฟดจะทำในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ เราเคารพความเป็นอิสระของเขา แต่ผมคิดว่าเหตุผลสนับสนุนการคงดอกเบี้ยไว้ ค่อนข้างหนักแน่นทีเดียว”
อนึ่ง ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง





