เงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 33.00 ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยกลับมาปิดบวกช่วงท้ายสัปดาห์
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
• เงินบาทพลิกแข็งค่าผ่านแนว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามเงินเยนที่แข็งค่าและการลดความคาดหวังว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้
เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลกและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดสะท้อนความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯอาจยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายอีกระยะหนึ่ง
นอกจากนี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นยังหนุนให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น และเพิ่มแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย สวนทางกับสกุลเงินเอเชียและเงินบาทที่ทยอยอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกแข็งค่าผ่านแนว 33.00 ในช่วงกลางสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินเอเชียที่แข็งค่าขึ้นตามเงินเยน หลังมีสัญญาณว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ BOJ หนุนมุมมองเชิงคุมเข้มมากขึ้น นอกจากนี้เงินบาทยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลกด้วยเช่นกัน
• ในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.91 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (28 ส.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 31 ส.ค.-4 ก.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 3,148 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทยที่ 5,881 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 5,381 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 500 ล้านบาท)
• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.50-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของไทย ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนส.ค. และข้อมูลจานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม ECB และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค. ของจีน อาทิ ข้อมูลการส่งออก ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิต ด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
• ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน แต่พลิกกลับมาปิดบวกได้ในช่วงท้ายสัปดาห์
SET index ปรับตัวขึ้นช่วงสั้น ๆ ต้นสัปดาห์ตามแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์และเทคโนโลยี ก่อนจะร่วงลงแรงจนถึงช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศ ได้แก่ โอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ หลังประธานเฟดส่งสัญญาณกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อสหรัฐฯ
รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นหลายกลุ่ม นำโดย กลุ่มไฟแนนซ์ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มขนส่ง
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยกลับมาแกว่งตัวกรอบแคบในเวลาต่อมาก่อนจะดีดตัวขึ้นในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งสนับสนุนให้เฟดคงดอกเบี้ยในรอบการประชุมที่จะถึงนี้ ช่วยคลายความกังวลบางส่วนต่อประเด็นทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ส่งผลให้มีแรงซื้อคืนหุ้นหลายกลุ่ม
• ในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,595.58 จุด เพิ่มขึ้น 0.46% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 68,124.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.11% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.34% มาปิดที่ระดับ 225.98 จุด
• สัปดาห์ถัดไป (7-11 ก.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,570 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,630 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิตและยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม ECB ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนส.ค. ของจีน





