วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

ความมั่นคงทางพลังงาน : ตัวชี้ชะตาความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน | ASEAN Insight

ความมั่นคงทางพลังงาน กำลังเป็นตัวชี้ชะตาความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน แต่ปัญหาคือ ประเทศอาเซียนมีระดับความเปราะบางแตกต่างกันอย่างมาก อาเซียนจึงควรเร่งดำเนินการบางอย่างเพื่อให้ภูมิภาคพร้อมรับความเสี่ยง

เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ “ประสิทธิภาพ” เป็นเป้าหมายสูงสุด ไปสู่ยุคที่ “ความมั่นคง” มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ภาครัฐและภาคธุรกิจเริ่มตระหนักว่า ตลาดเสรีที่เคยมีประสิทธิภาพอาจไม่ปลอดภัยเมื่อห่วงโซ่อุปทานสะดุด หรือเส้นทางการค้าถูกกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจและสงครามในตะวันออกกลางเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยเฉพาะความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ต้นทุนของสินค้าไม่ได้เพิ่มเพียงแค่ราคาน้ำมัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อไปยังค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การผลิต และราคาสินค้าในวงกว้าง

สำหรับอาเซียน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีความสามารถในการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงจำกัด การเพิ่มขึ้นของค่าไฟ ค่าขนส่ง หรือราคาวัตถุดิบเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงกำไรที่หายไป หรือในบางกรณีอาจกระทบถึงความอยู่รอดของธุรกิจ

นี่คือเหตุผลที่ความมั่นคงทางพลังงานควรถูกมองว่าเป็นนโยบายด้านความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสาธารณูปโภค

ปัญหาคือ ประเทศอาเซียนมีระดับความเปราะบางแตกต่างกันอย่างมาก ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและข้อจำกัดของระบบไฟฟ้าในประเทศหมู่เกาะ เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนภายในประเทศจึงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งแทบไม่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง กลับเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายแหล่งจัดหา ทั้งก๊าซธรรมชาติและพลังงานจากหลายภูมิภาค พร้อมสร้างความร่วมมือด้านเส้นทางเดินเรือและห่วงโซ่อุปทาน แนวคิดสำคัญไม่ใช่การพึ่งตนเองทุกอย่าง แต่คือการไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่กำลังเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล ทำให้ความต้องการไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และการผลิตพลังงานหมุนเวียน การกระจายศูนย์ข้อมูลสู่ประเทศเพื่อนบ้านจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงานภูมิภาคในอนาคต

จุดนี้ทำให้แนวคิดโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid มีความสำคัญมากกว่าที่ผ่านมา หากประเทศสมาชิกสามารถซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้จริง ประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนก็สามารถส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรหรือพื้นที่ได้

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากกฎหมาย มาตรฐาน และกติกาการค้าระหว่างประเทศสมาชิกยังไม่เชื่อมโยงกัน

อาเซียนจึงควรเร่งดำเนินการอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือทำให้ ASEAN Power Grid ยกระดับไปสู่การซื้อขายไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง พร้อมพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบรองรับการลงทุนข้ามพรมแดน

เรื่องที่สองคือสร้างฐานข้อมูลพลังงาน วัตถุดิบสำคัญ และกำลังการผลิตของภูมิภาค เพื่อให้ภาครัฐและธุรกิจเห็นความเสี่ยงร่วมกัน และเพิ่มโอกาสในการจัดซื้อภายในอาเซียนแทนการพึ่งพาแหล่งจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

เรื่องที่สามคือเปิดทางให้บุคลากรด้านพลังงานและเทคโนโลยีสีเขียวเคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้น ผ่านการยอมรับคุณวุฒิและใบรับรองทักษะร่วมกัน เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้ต้องการเพียงเงินลงทุน แต่ต้องการคนที่มีทักษะด้วย

ท้ายที่สุด โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “พลังงาน ความมั่นคง และการค้า” ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป หากอาเซียนยังมองความร่วมมือด้านพลังงานเป็นเพียงโครงการระดับภูมิภาคที่ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภูมิภาคอาจพลาดโอกาสสำคัญ

หากอาเซียนสามารถเปลี่ยนความร่วมมือให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริง พลังงานอาจจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อาเซียนแข่งขันได้ มีความทนทานต่อวิกฤติ และเติบโตบนเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างมั่นคงในระยะยาว