วิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปี 2569 หรือไม่? หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ HSBC มองเห็น 3 สัญญาณเสี่ยงคล้ายช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง 'บอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเยนอ่อนค่า-กระแสเทคโนโลยีบูม'
KEY POINTS
- HSBC ชี้ 3 สัญญาณที่คล้ายกับช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูง, เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่ารุนแรง และกระแสความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี (AI boom)
- อย่างไรก็ตาม สถานะทางเศรษฐกิจของเอเชียเปลี่ยนไป โดยปัจจุบันเป็น "ผู้ส่งออกเงินทุน" ต่างจากในอดีตที่เป็น "ผู้นำเข้าเงินทุน" ทำให้มีความเปราะบางทางการเงินน้อยลง
- ความเสี่ยงสำคัญของเอเชียในปัจจุบันไม่ใช่ด้านการเงิน แต่เป็น "ความเปราะบางด้านอุปสงค์" ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ากลุ่ม AI ไปยังสหรัฐเป็นหลัก
"วิกฤตการณ์การเงินเอเชีย" ปี 2540 ฉุดให้หลายประเทศทั่วภูมิภาคเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังค่าเงินทรุดตัวลงอย่างหนัก เงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง และสถาบันการเงินหลายแห่งล้มละลาย จนนำไปสู่ความปั่นป่วนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินทั่วทั้งโลก
ขณะนี้ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ในมุมมองของ "เฟรเดอริก นอยมันน์" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร HSBC สภาพแวดล้อมทางการเงินของเอเชียกำลังมี "ความคล้ายคลึง" หลายอย่างเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤติดังกล่าว
นอยมันน์ ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบัน ซึ่งคล้ายคลึงกับช่วงก่อนจะเกิดวิกฤติ ปี 40 ว่าได้แก่
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้น
- เงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่า
- กระแสความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี
เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ครอบงำสภาพแวดล้อมทางการเงินในช่วงก่อนเกิดวิกฤติครั้งนั้น
บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งสูง
สถานการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในระดับสูง เป็นหนึ่งในความคล้ายคลึงสำคัญกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2540
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงของตลาด เพิ่มขึ้นจาก 5% ในเดือนต.ค.2536 ไปอยู่ที่ประมาณ 8% ในเดือนพ.ย.2537 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดแตกตื่นเพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในยุค อลัน กรีนสแปน กำลังเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ
แต่ผ่านมาหลายปีกระทั่งในเดือนเม.ย.2540 บอนด์ยีลด์ 10 ปี ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 7% ซึ่งสูงกว่าระดับเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าราว 200 จุดเปอร์เซ็นต์
ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุด 0.5% ในเดือนส.ค.2563 ไปอยู่ที่ประมาณ 4.79% เมื่อวันอังคาร
“จริงอยู่ที่การปรับขึ้นดังกล่าวใช้เวลาถึง 6 ปี แต่เฉพาะปี 2569 นี้เพียงปีเดียว อัตราผลตอบแทนก็พุ่งขึ้นประมาณ 80 จุดเปอร์เซ็นต์แล้ว จากระดับ 3.9% ในเดือนก.พ.” นอยมันน์ กล่าว
เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศว่าจะมุ่งซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-30 ปี โดยกระทรวงการคลังจะเพิ่มวงเงินสูงสุดในการซื้อคืน "อย่างน้อยสองเท่า” จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์
ค่าเงินเยนร่วงแรง
ความคล้ายคลึงประการที่ 2 คือ ความเคลื่อนไหวของ "ค่าเงินเยนญี่ปุ่น" ในช่วงที่ผ่านมา
ในเดือนเม.ย.2538 เงินเยนยังอยู่ในระดับแข็งค่าที่ประมาณ 80 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่ามากที่สุดในรอบหลายปี ก่อนที่จะอ่อนค่าลงอย่างหนักหลังจากนั้น จนลงไปแตะ 130 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเดือนเม.ย.2540 หรืออ่อนค่าลงประมาณ 55%
ปัจจุบัน เงินเยนอ่อนค่าลงไปแล้วราว 57% จากระดับประมาณ 103 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนม.ค.2564 ไปแตะระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนก.ค. ก่อนที่เซอร์ไพรส์การเข้าแทรกแซงตลาดร่วมกันระหว่างสหรัฐ และญี่ปุ่น จะช่วยให้เงินเยนแข็งค่ากลับมาอยู่ที่ระดับปัจจุบันประมาณ 160 เยนต่อดอลลาร์ และตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเข้าแทรกแซงอีกครั้ง
กระแสความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี
ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 ตลาดถูกครอบงำด้วยกระแสความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี จากการถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ต ขณะที่ปัจจุบัน นอยมันน์ ระบุว่ากระแส "AI boom" กำลังสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะคล้ายกัน
รายงานของ HSBC ไม่ได้ให้รายละเอียดในส่วนนี้เพิ่มเติม แต่หากย้อนไปในช่วงกลางทศวรรษ 1990 การเติบโตอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ตได้จุดกระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี และสร้างความคาดหวังว่าเทคโนโลยีใหม่จะช่วยยกระดับผลิตภาพและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ก่อนที่กระแสดังกล่าวจะเร่งตัวขึ้นจนกลายเป็นยุค “ดอตคอมบูม” ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และนำไปสู่การแตกของฟองสบู่ดอตคอมในเวลาต่อมา
จากความเสี่ยงการเงิน สู่ความเสี่ยงด้านอุปสงค์
อย่างไรก็ตาม นอยมันน์ มองว่าหากเทียบกันจริงๆ ระหว่างปี 2540 กับปี 2569 สภาพการณ์ต่างๆ มีความ "แตกต่างกัน" มากกว่าความคล้ายคลึงกัน
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่เป็น "ผู้นำเข้าเงินทุน" (capital importers) โดยรับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ และมี "เงินออม" ไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้จ่ายของตนเอง
“ต้นทุนการระดมทุนในสกุลดอลลาร์ที่เพิ่มสูงขึ้น และเงินเยนที่ผันผวนจนสร้างความกังวลแก่นักลงทุน จึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาค” นอยมันน์ กล่าว
แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจเอเชียเป็นผู้ส่งออกเงินทุน (capital exporters) "ดังนั้นต้นทุนการระดมทุนในสหรัฐที่สูงขึ้น และเงินเยนที่อ่อนค่า จึงไม่ใช่จุดเปราะบางสำคัญเหมือนในอดีต"
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเอเชียจะไม่ได้รับผลกระทบ ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับเอเชียในเวลานี้คือ การพึ่งพากระแสการเติบโตของฮาร์ดแวร์ AI ในสหรัฐ ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาค
การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI คือ หัวใจหลักที่ช่วยพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์
“แทนที่จะเผชิญกับความเปราะบางทางการเงินเหมือนในทศวรรษ 1990 ปัจจุบันเอเชียกำลังเผชิญกับ 'ความเปราะบางด้านอุปสงค์' (demand vulnerability) แทน” นอยมันน์ กล่าว
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ HSBC เตือนว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และต้นทุนการระดมทุนที่เพิ่มสูงขึ้น กดดันกระแสการลงทุนในฮาร์ดแวร์ AI หรือหากความเคลื่อนไหวของเงินเยนสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการระดมทุนทั่วโลก อุปสงค์ต่อสินค้าจากเอเชียอาจทรุดตัวลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจสูญเสียแรงส่งสำคัญไป
ที่มา: CNBC
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





