เมื่อเส้นทางการค้าเดิมสะดุด ‘ตุรกี’ เร่งคว้าโอกาสครั้งใหญ่ ทุ่มกว่า 3 แสนล้านบาท ปั้นเส้นทางรถไฟ ‘เชื่อมจีน-ยุโรป’ หวังยกระดับประเทศเป็นประตูการค้าแห่งใหม่ พร้อมช่วงชิงบทบาทสำคัญในห่วงโซ่โลจิสติกส์โลก
ท่ามกลางไฟสงครามที่เขย่าเส้นทางการค้าโลก “ตุรกี” พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ทุ่ม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท สร้างโครงข่ายรถไฟสายยุทธศาสตร์ “เชื่อมจีน-ยุโรป” ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในปี 2031 หวังผงาดขึ้นเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของโลก” พร้อมช่วงชิงบทบาทสำคัญบนแผนที่การค้าโลก
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า ตุรกีกำลังเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟตาม “แนวเส้นทางการค้าสายกลาง” (Middle Corridor) ซึ่งเชื่อมจีนผ่านเอเชียกลางและตุรกีเข้าสู่ยุโรป เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้า หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนกระทบเส้นทางรถไฟสายเหนือ ขณะที่ความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งทางทะเล
ล่าสุด ตุรกีเปิดใช้ทางรถไฟระยะทาง 153 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเมืองคาปิคูเล (Kapikule) บริเวณชายแดนติดกับบัลแกเรีย และเมืองเชอร์เคซคอย (Cerkezkoy) ใกล้นครอิสตันบูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากสหภาพยุโรป (EU)
เมื่อโครงการทั้งหมดระยะทาง 229 กิโลเมตรแล้วเสร็จในปี 2028 จะช่วยลดเวลาเดินทางจากอิสตันบูลไปยังชายแดนบัลแกเรียจาก 4 ชั่วโมง “เหลือเพียง 90 นาที” พร้อมเพิ่มขีดความสามารถขนส่งสินค้าจาก 1.5 ล้านตัน เป็น 9.5 ล้านตันต่อปี
ขณะเดียวกัน ตุรกี เตรียมเปิดประมูลโครงการรถไฟ Istanbul North Rail Crossing Project (INRAIL) ระยะทาง 127 กิโลเมตร มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเชื่อมฝั่งเอเชียและยุโรปผ่านสะพาน Yavuz Sultan Selim ในอิสตันบูล โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันระหว่างประเทศ รวมถึงธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย
โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาคอขวดสำคัญของการขนส่งสินค้าระหว่างสองทวีป เนื่องจากปัจจุบันรถไฟขนส่งสินค้าต้องใช้เพียงอุโมงค์ Marmaray ซึ่งรองรับรถไฟสินค้าได้แค่ 4 ขบวนต่อวัน
อับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานตุรกี ระบุว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จภายใน 4-5 ปี จะเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าข้ามช่องแคบบอสฟอรัสจาก 3 ล้านตัน เป็น 50 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ ตุรกีตั้งเป้าสร้างโครงข่ายรถไฟขนส่งสินค้าต่อเนื่องระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร เชื่อมพรมแดนตะวันออกและตะวันตกให้สำเร็จภายในปี 2030-2031 โดยรองรับสินค้าได้ถึง 30 ล้านตันต่อปี
ธนาคารโลกประเมินว่า หากมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนตามเส้นทาง Middle Corridor รวมประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์ จะช่วยเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าได้ 3.6 เท่าภายในปี 2040 และลดระยะเวลาขนส่งลงครึ่งหนึ่ง
สำหรับตุรกี การพัฒนาเส้นทางดังกล่าวอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจระยะยาวเพิ่มขึ้น 4.1% คิดเป็นมูลค่าราว 47,000 ล้านดอลลาร์
ด้านสหภาพยุโรป เตรียมระดมเงินลงทุนภาครัฐและเอกชนสูงสุด 12,000 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุน Middle Corridor โดยหวังกระจายความเสี่ยงทางการค้า ลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านรัสเซีย และเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ
นอกจากเส้นทางจีน-ยุโรป ตุรกียังผลักดัน “โครงการ Development Road” มูลค่าราว 25,000 ล้านดอลลาร์ เชื่อมท่าเรือ Grand Faw ของอิรักเข้ากับตุรกีและยุโรป รวมถึงแผนฟื้นฟูทางรถไฟ Hejaz เชื่อมตุรกี ซีเรีย จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีคมนาคมตุรกี มองว่า หากสามารถลดอุปสรรคด้านระบบราชการและพิธีการข้ามพรมแดนได้สำเร็จ การขนส่งสินค้าทางรถไฟจากจีนไปยังกรุงลอนดอน “อาจใช้เวลาเพียง 14 วัน”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า ตุรกีกำลังใช้ความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเชื่อมเอเชีย-ยุโรป พลิกวิกฤติเส้นทางการค้าโลก เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หวังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของโลก
อ้างอิง: nikkei





