ผู้นำโลกการเงินร่วมถกรายงาน “Bangkok Blueprint” ชูความร่วมมือโลกผนึกแนวทางป้องกันภัยฉ้อโกงการเงินดิจิทัล ชี้เหตุฉ้อโกงเสี่ยงกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนรากหญ้า
วันที่ 14 ต.ค.2569 ในห้วงการประชุมประจำปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2026 ณ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัวรายงาน "The Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” หรือ แผนแม่บทกรุงเทพ สำหรับบริการทางการเงินที่ป้องกันการฉ้อโกง อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับโลกในการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
โดยภายในเวทีเสวนาพิเศษระดับผู้นำ ผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารกลางชั้นนำได้ร่วมแสดงทัศนะและกำหนดทิศทางความร่วมมือเพื่อปกป้องระบบการเงินดิจิทัล
IMF เตือนภัยฉ้อโกงไซเบอร์กระทบเสถียรภาพมหภาค
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า การฉ้อโกงทางการเงินไม่ใช่เพียงเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคหรือการบังคับใช้กฎหมายทั่วไปอีกต่อไป แต่ถือเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคโดยตรง
เนื่องจากระบบการเงินดิจิทัลพึ่งพา "ความไว้วางใจ" เป็นรากฐานสำคัญ หากความไว้วางใจพังทลายลง ผลประโยชน์จากการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนรายย่อยและร้านค้าขนาดเล็ก
“การเงินดิจิทัลช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อ แต่หากความไว้ใจนั้นถูกทำลายลง พ่อค้าแม่ค้าร้านสตรีทฟู้ดในกรุงเทพจะได้รับผลกระทบหนัก และอาจส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัวจนถอนตัวออกจากระบบ” กิออร์กิเอวา กล่าว
ชี้ AI เร่งดีกรีความรุนแรง
กิออร์กิเอวา เปิดเผยด้วยว่า การพัฒนาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่เร่งสเกลการฉ้อโกงให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยประมาณการความเสียหายจากการฉ้อโกงดิจิทัลทั่วโลกพุ่งสูงถึง 0.5 ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินความเสียหายสูงถึง 2% ของ GDP
“ลองนึกภาพดูว่าเงินจำนวนมากนี้ หากสามารถป้องกันเงินจำนวนนี้ไว้ได้ จะนำไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล”
พร้อมกันนี้ IMF ได้เสนอหลักการจัดการ 3 ประการ ได้แก่
1.การกำหนดเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ สื่อสารความเสี่ยงจากระดับบนลงล่างและมีผู้นำที่ชัดเจน
2.ให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดต้นทุนการชดเชยและเยียวยาในภายหลัง
3.สร้างระบบนิเวศความร่วมมือในการรับมือ ที่ไม่ใช่ภาระของธนาคารกลางเพียงแห่งเดียว แต่กระจายความรับผิดชอบทั่วทั้งสังคม
ธนาคารโลกเน้นยกระดับป้องกันตั้งแต่การออกแบบ
อันศุลา กานต์ (Anshula Kant) กรรมการจัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ชี้ให้เห็นถึงมิติผลกระทบระดับจุลภาคว่า บริการทางการเงินดิจิทัลคือหัวใจในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา เช่น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในอินเดียที่ใช้ QR Code ในการทำมาหากิน ช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนผู้ใหญ่ในตลาดเกิดใหม่ที่มีบัญชีเงินฝากก้าวกระโดดจาก 40% เมื่อ 15 ปีก่อน มาอยู่ที่ 75% ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาชญากรไซเบอร์กลับมีการพัฒนานวัตกรรมฉ้อโกงที่ก้าวหน้าไปรวดเร็วกว่า และสร้างความสูญเสียอย่างหนักแก่ครอบครัวรายย่อยที่ขาดภูมิคุ้มกันทางการเงิน รวมไปถึงหลอกลวงกลุ่มคนที่มีความรู้สูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผ่านกลอุบายที่แยบยล
นางกานต์ เน้นย้ำว่า การป้องกันภัยฉ้อโกงต้องถูกฝังไว้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินตั้งแต่วันแรก และต้องปรับเปลี่ยนมาตรการจากการเพียงแค่การรู้จักตัวตนลูกค้า (Know Your Customer - KYC) ไปสู่ "การวิเคราะห์พฤติกรรมธุรกรรม" (Know Your Transaction) เพื่อสังเกตความผิดปกติและตัดวงจรบัญชีม้า
นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศไทยที่มีศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ซึ่งดึงการทำงานร่วมกัน 24 ชั่วโมงระหว่างตำรวจ ธนาคาร ค่ายโทรคมนาคม และหน่วยงาน AML จนสามารถลดความเสียหายของเหยื่อลงได้มากกว่า 42%
ธนาคารกลางอังกฤษจี้ดึง Big Tech ร่วมรับผิดชอบ
แอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในฐานะประธานคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (FSB) กล่าวว่า ความท้าทายหลักของสถาบันการเงินและ FSB คือการรักษาความไว้วางใจในระบบเงินตรา (Trust in Money) และ ความไว้วางใจในเทคโนโลยี (Trust in Technology) ผ่านการกำกับดูแลและควบคุมโดยมนุษย์ ท่ามกลางภัยที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ล่าสุดมีการรายงานข่าวถึงการแพร่กระจายของเอเจนต์ AI ที่อาจเข้ายึดอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน
สำหรับความคืบหน้าของแผนผังการพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border Payments Roadmap) นายเบลีย์ยอมรับว่าแม้จะล่วงเลยกำหนดเวลาเดิมและพบอุปสรรคใหม่ๆ ระหว่างทาง แต่ถือเป็นเรื่องดีที่ได้ค้นพบปัญหาเพื่อร่วมกันแก้ไข โดยสหราชอาณาจักรพร้อมจะผลักดันประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องในโอกาสดำรงตำแหน่งประธาน G20 ในปีหน้า
“การพัฒนาระบบชำระเงินให้รวดเร็วขึ้นจะไม่มีประโยชน์ หากระบบนั้นขาดความปลอดภัยและเอื้อให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้น เนื่องจากระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนเปรียบเสมือน สายเลือดหลักของเศรษฐกิจโลก FSB จึงได้ดึงคณะทำงานดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) มาร่วมออกแบบระบบ เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการป้องกันการฟอกเงินและเทคโนโลยีป้องกันการทุจริตมาประยุกต์ใช้ โดยเน้นย้ำว่าการป้องกันภัยทางการเงินระดับโลกไม่สามารถทำได้แบบแยกส่วนทีละประเทศ”
นอกจากนี้ เบลีย์ ยังได้เรียกร้องให้สร้าง ความรับผิดชอบร่วมกัน โดยระบุว่าการแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้โดยภาคการเงินเพียงลำพัง แต่ต้องดึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาและโฆษณาฉ้อโกงที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มของตน
“เช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ในอดีตที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อสิ่งที่พวกเขาตีพิมพ์ แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกในปัจจุบันกลับเปิดให้ใช้งานโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เป็นอันตรายและอาชญากรรม” เบลีย์กล่าว
รวันดาแชร์โมเดลแอฟริกา ใช้ AI จับโกง
โสรยา มุนยานา ฮาคุซิยาเรเมีย (Soraya Hakuziyaremye) ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติรวันดา ถ่ายทอดบทเรียนจริงจากทวีปแอฟริกาและรวันดา ซึ่งอัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินขยายตัวจาก 21% สูงถึง 92% โดยมี Mobile Money เป็นกลไกหลัก หรือคิดเป็นกว่า 1,000 ล้านบัญชีทั่วแอฟริกา
อย่างไรก็ตาม โสรยายอมรับว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีระดับการรู้เท่าทันทางการเงินดิจิทัลต่ำเพียง 30% ทำให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของการถูกลวงเอา PIN Code หรือรหัสผ่านได้ง่าย
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รวันดาได้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐร่วมกับระบบชำระเงินทันที "e-Cash" ที่ลดต้นทุนการโอนเงินลงถึง 8 เท่า พร้อมทั้งเชื่อมโยงธนาคารและผู้ให้บริการ Mobile Money เข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการเดียวกัน
โดยมาตรการสำคัญของรวันดา ประกอบด้วย
1.การนำโซลูชัน AI มาใช้สังเกตและตรวจจับธุรกรรมที่ต้องสงสัย และบัญชีม้าแบบเรียลไทม์
2.การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงไซเบอร์ภาคการเงิน (FinOC) และเวทีป้องกันการฉ้อโกงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันการเงิน ค่ายมือถือ ฟินเทค และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
3.การทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้นำท้องถิ่น ในการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ชนบท
ซึ่งส่งผลให้รวันดาสามารถ ลดจำนวนคดีฉ้อโกงที่ได้รับแจ้งลงได้ถึง 30% ภายในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026
จาก Bangkok Blueprint สู่ความร่วมมือระดับโลก
การเปิดตัวรายงาน “Bangkok Blueprint” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 12 ข้อพิจารณาสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานกฎหมาย การจัดการวงจรภัยฉ้อโกง การใช้ประโยชน์จากมาตรการ AML/CFT การขยายความร่วมมือข้ามหรมแดน ไปจนถึงการคุ้มครองผู้บริโภค
กิออร์กิเอวา กล่าวทิ้งท้ายว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นมรดกสำคัญจากการประชุม IMF-World Bank 2026 ณ กรุงเทพมหานคร โดย IMF, World Bank, FSB และธนาคารกลางทั่วโลกจะร่วมมือกันนำแม่บทนี้ไปประเมินความเสี่ยง ผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติ และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืนสำหรับทุกคนต่อไป
ก่อนจบการเสวนาว่า กิออร์กิเอวายังกล่าวปิดท้ายว่า "หากใครก็ตามได้รับอีเมลที่ส่งมาจาก Kristalina Georgieva แจ้งว่าคุณมีเงินจำนวน 5 ล้านดอลลาร์ รอให้ไปรับ... ก็อย่าได้ไปเชื่อเด็ดขาด"





