"แบงก์ชาติ" ผนึก "IMF-เวิลด์แบงก์" คลอด "Bangkok Blueprint" ยกระดับเกราะป้องกันภัยทุจริตดิจิทัลโลก "วิทัย" โชว์สถิติไทยตัดวงจรสูญเสียเหลือ 9 พันล้าน เปิด 5 เสาหลักสู้ภัยการเงินไซเบอร์ กางมาตรการเข้มคุมถอนเงินสด สกัดฟอกเงินผ่าน "USDT" หลังพบเอเชียแบกความเสียหายฟรอดสูงถึง 67% ของโลก
KEY POINTS
- ธปท. ร่วมมือกับ IMF และ World Bank เปิดตัว "Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services" เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติระดับสากลในการรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล
- พิมพ์เขียว Bangkok Blueprint วางแนวทางปฏิบัติผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ การวางรากฐานกฎหมาย, การยกระดับวงจรบรรเทาภัย, การบังคับใช้กรอบที่มีอยู่, การขยายความร่วมมือ และการคุ้มครองผู้บริโภค
- ประเทศไทยได้นำแนวทางมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนสู่การผนึกกำลังทั้งระบบ (Whole-of-Ecosystem Approach) และอาศัย พ.ร.ก. ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นฐานกฎหมาย
- ธปท. ได้ยกระดับการสกัดกั้น "ท่อน้ำเลี้ยงผิดกฎหมาย" ผ่านมาตรการที่เข้มงวดขึ้น เช่น การรายงานการถอนเงินสดมูลค่าสูง, การกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ และการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT
- ผลจากการดำเนินงานอย่างบูรณาการ ทำให้มูลค่าความเสียหายทางการเงินของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเคยสูงเกิน 43,000 ล้านบาทในปี 2024 เหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในเวทีการเปิดตัว "Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุม IMF-World Bank 2026 โดยพิมพ์เขียวดังกล่าวได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติระดับสากลในการรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล
นายวิทัย กล่าวว่า บริการทางการเงินดิจิทัลกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยช่วยให้การบริการมีความรวดเร็ว ถูกลง และครอบคลุมยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงเชื่อมโยงใน 3 มิติสำคัญ ประกอบด้วย
1. การเพิ่มขึ้นของภัยทุจริตและสแกมเมอร์ (Fraud & Scam) บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยในปี 2025 คาดการณ์มูลค่าความเสียหายจากฟรอดทั่วโลกสูงกว่า 442,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่คดีอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ที่ครองสัดส่วนความเสียหายสูงถึง 67% ของมูลค่าความเสียหายจากฟรอดทั่วโลกในปี 2024
2. ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการปฏิบัติการ (Cyber & Operational Risk) ที่สูงขึ้นจากการเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
3. การกำกับดูแลเทคโนโลยีใหม่ (Governance & Safeguards) โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคการเงิน ซึ่งต้องมีระบบกำกับดูแลที่ก้าวทันนวัตกรรม
สำหรับประเทศไทย นายวิทัย ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จจากการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ โดยมูลค่าความเสียหายทางการเงินของไทยปี 2024 เคยสูงเกิน 43,000 ล้านบาท ก่อนจะลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2025 และในช่วง ครึ่งแรกของปี 2026 มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าการดำเนินงานอย่างบูรณาการสามารถลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ
Bangkok Blueprint ระบบการเงินยืดหยุ่น
จากความเสี่ยงดังกล่าวนำมาสู่แนวนโยบายการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุมหรือ SIFF Agenda (Safe and Inclusive Digital Finance) ของธปท. ที่ยึดหลักว่า เมื่อการเงินดิจิทัลพัฒนาไปข้างหน้า ความไว้วางใจและความยืดหยุ่นมั่นคงต้องพัฒนาควบคู่ไปด้วย โดยพิมพ์เขียว Bangkok Blueprint ได้วางแนวทางปฏิบัติผ่าน 5 เสาหลัก ที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันคือ
เสาหลักที่ 1 วางรากฐานกฎหมายและสถาบันให้เข้มแข็ง (Stronger Legal & Institutional Foundations) กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของสถาบันอย่างชัดเจน
เสาหลักที่ 2 ยกระดับวงจรการบรรเทาภัยทุจริต (Fraud Mitigation Life Cycle) ครอบคลุมการออกแบบผลิตภัณฑ์ ระบบป้องกันที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ การตรวจจับทั้งระบบ ตลอดจนการตอบสนองและฟื้นฟูอย่างบูรณาการ
เสาหลักที่ 3 บังคับใช้กรอบการบริหารความเสี่ยงและการปราบปรามที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพ
เสาหลักที่ 4 ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ (Domestic & Cross-Border Coordination) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ทันท่วงทีและการปฏิบัติการร่วมกัน
เสาหลักที่ 5 ส่งเสริมการคุ้มครองและสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค (Consumer Protection & Literacy)
นายวิทัย กล่าวย้ำว่า หากขาดการประสานงาน กฎหมายที่เข้มแข็งก็ไม่เพียงพอ หากขาดการตอบสนองที่รวดเร็ว การตรวจจับที่ดีก็ไม่สามารถหยุดยั้งเงินไม่ให้สูญหายได้ และการควบคุมที่เข้มงวดโดยปราศจากการคุ้มครองผู้บริโภคก็ไม่สามารถรักษาความไว้วางใจไว้ได้
ยกระดับคุมเข้ม "ท่อน้ำเลี้ยงผิดกฎหมาย"
สำหรับรูปแบบทุจริตได้เปลี่ยนจากการทำธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต ไปสู่สแกมการโอนเงินโดยยินยอม (Authorized Push Payment Scams) ทำให้ไทยต้องเปลี่ยนจากระบบควบคุมรายสถาบันไปสู่การผนึกกำลังทั้งระบบ (Whole-of-Ecosystem Approach) โดยอาศัยพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นฐานกฎหมายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและอายัดธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ธปท. ได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การสกัดกั้นกระแสเงินสดผิดกฎหมาย ซึ่งพบว่าเงินที่ได้จากการทุจริตมักถูกยักย้ายผ่านบัญชีม้าก่อนนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสด, ทองคำ, เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะสินทรัพย์ประเภท USDT จึงได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกที่เข้มงวดขึ้น
1. เพิ่มเกณฑ์การรายงานการถอนเงินสดมูลค่าสูง บังคับรายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
2. กำกับดูแลการซื้อขายทองคำมูลค่าสูง และเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
3. ร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ยกระดับการกำกับดูแลระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการธุรกรรมผ่าน USDT
4. ประกาศกรอบการคุ้มครองภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย (Framework on Safeguarding the Financial Sector for Illicit Activity) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อสร้างมาตรฐานและความตกลงร่วมกันในภาคการเงิน
ถอดบทเรียน 4 มหาอำนาจการเงินเอเชีย
เพื่อนำพิมพ์เขียวไปสู่การปฏิบัติจริง ธปท. ยังได้จัดทำเอกสารประมวลผลการศึกษา Bangkok Blueprint in Action: Regional Experience and Policy Lessons for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งรวบรวมประสบการณ์และบทเรียนเชิงนโยบายจากฮ่องกง, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย เพื่อระบุช่องว่าง ชี้แนะแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Good Practices) และให้แนวทางแก่ผู้กำหนดนโยบายในการเสริมสร้างแนวป้องกันระดับชาติต่อไป
"การสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่นและมั่นคง ต้องอาศัยการปฏิบัติการที่ประสานกัน ความไว้วางใจในการเป็นหุ้นส่วน และการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการเงินดิจิทัลยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรม ครอบคลุม และมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง" นายวิทัย กล่าว





