ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขึ้นเป็น 2.0% รับอานิสงส์ยอดส่งออกชิ้นส่วน AI โตทะลุเป้า เตือนภาพรวมยังฟื้นช้าและกระจุกตัว ชี้ธุรกิจไทยยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่ำ เตือนความเสี่ยงเอลนีโญกระทบหนัก
KEY POINTS
- ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 เป็น 2.0% โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออกชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว
- แม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วน AI ที่สำคัญ แต่การนำ AI มาปรับใช้ในธุรกิจภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยมีบริษัทเพียง 12% ที่ใช้งาน
- เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ฉุดรั้งการเติบโต เช่น หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ภาคการผลิตหดตัว และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในภาคเกษตร
เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการส่งออก โดยวันนี้ (6 ต.ค.) ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานประจำเดือน ต.ค. 2026 ในหัวข้อ "Riding the AI Wave" ซึ่งสะท้อนภาพรวมทั้งโอกาสและความท้าทายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขการเติบโต
ฟรานซิสกา โอห์นซอร์เก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจภูมิภาคนี้จะขยายตัวได้ 4.5% ในปี 2026 โดยมีแรงหนุนหลักจากห่วงโซ่อุปทานกลุ่ม AI และอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
ส่งออก AI ดันจีดีพีไทยฟื้นตัว
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพี (GDP) ปี 2026 ขึ้น 0.7% มาอยู่ที่ระดับ 2.0% และคาดว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.3% ในปี 2027
โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ป้อนตลาดโลก โดยการส่งออกสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนของไทยเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2023 ปัจจุบันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ครองสัดส่วนกว่า 70% ของการเติบโตภาคการส่งออกทั้งหมดของไทย รวมถึงในประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ก้าวขึ้นมาเป็น 3 ประเทศแกนนำของภูมิภาคในการส่งออกอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่รองรับระบบ AI
ธุรกิจไทยยังใช้ AI ไม่เป็น
โอห์นซอร์เก กล่าวว่า แม้ไทยจะได้เปรียบในฐานะผู้ส่งออกชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ แต่การนำ AI มาใช้ยกระดับธุรกิจในประเทศกลับยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีบริษัทไทยเพียง 12% ที่ใช้งาน AI และมีแค่ 4% ที่ยอมลงทุนซื้อซอฟต์แวร์ เทียบกับธุรกิจในสหรัฐที่สูงถึง 43%
ประเด็นที่น่ากังวลคือ ธุรกิจไทยที่นำ AI มาใช้กว่า 80% ยังไม่เห็นผลกำไรหรือประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงทดลอง ลองผิดลองถูก และเผชิญอุปสรรคเรื่องต้นทุนที่สูง
โอห์นซอร์เก กล่าวต่อว่า หากไทยต้องการเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก AI อย่างเต็มที่ ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งสร้างรากฐานอนาล็อก ซึ่งหมายถึงการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นทักษะคณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสาร ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนให้ธุรกิจไทยหันมาใช้ "Small AI" หรือโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็กที่ปรับแต่งให้เข้ากับภาษาและบริบทของไทย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง
ปัจจัยเสี่ยงรอบด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย
แม้จะมีปัจจัยบวกจาก AI แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันที่ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างกระจุกตัว ได้แก่ ภาคการผลิตหดตัว อุตสาหกรรมโดยรวมหดตัวลง 3.1% ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา
การท่องเที่ยวชะลอตัว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15.9 ล้านคน ลดลง 4.9% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง โดยสัดส่วนหนี้ทะยานแตะ 86.9% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาค
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาที่ 2.5% ในเดือน ส.ค. จากต้นทุนพลังงาน พร้อมกับความเสี่ยงจากเอลนีโญในภาคเกษตร และเฝ้าระวังอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4
เอเชียอ่วมพลังงานแพง-เงินเฟ้อลากยาว
เมื่อมองไปรอบภูมิภาค ผลกระทบจากราคาพลังงานยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ประเทศผู้นำเข้าพลังงานสูงอย่าง "ฟิลิปปินส์" เติบโตช้าลง ขณะที่กลุ่มประเทศเกาะแปซิฟิกถูกหั่นเป้า GDP ลงเกือบยกแผง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่แพงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว
หลายรัฐบาลในอาเซียนจะพยายามใช้มาตรการอุดหนุนพลังงานเพื่อลดผลกระทบ แต่ในทางกลับกันก็ได้สร้างภาระทางการคลังและจำกัดความสามารถของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆ
“แม้อุตสาหกรรม AI จะช่วยดันตัวเลข GDP ให้เติบโต แต่ในฝั่งของผู้บริโภคทั่วภูมิภาคยังคงต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูง ซึ่งมีแนวโน้มจะลากยาวไปจนถึงปี 2027”
เอลนีโญฉุดจีดีพีประเทศ
ธนาคารโลกประเมินว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังก่อตัว ถือเป็นความเสี่ยงเชิงลบที่อาจฉุดรั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อย่างหนัก โดยในช่วงปลายปี 2026 หากเป็นไปตามคาดการณ์ เอลนีโญรอบนี้จะรุนแรงที่สุดในศตวรรษ นำมาซึ่งสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้งยาวนาน และฝนตกหนักรุนแรงในหลายพื้นที่
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกได้ประเมินความเสี่ยงที่น่ากังวล นอกเหนือจากภัยแล้งในภาคเกษตร คือความเสี่ยงจากอุทกภัยหรือน้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ถึงเกือบ 50%
หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมและเส้นทางคมนาคมขนส่งจะได้รับความเสียหาย ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพรวมการผลิต แต่ยังจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเร่งตัวขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมในระบบเศรษฐกิจปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“ย้อนไปเมื่อเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 2016 ได้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างทั่วภูมิภาค กระทบชีวิตผู้คนนับพันและฉุดผลผลิตเกษตรตกต่ำอย่างหนัก หากปรากฏการณ์ครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจอาจสูงกว่าที่เราประเมินไว้มาก" โอห์นซอร์เก กล่าว





