วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องโมเดลเมืองทั่วโลก รับมือวิกฤติน้ำท่วม ผสานผังเมือง-เทคโนโลยี-ธรรมชาติ

ถอดบทเรียนเมืองทั่วโลก รับมือวิกฤติน้ำท่วม ตั้งแต่ "เมืองฟองน้ำ" จีน การคืนพื้นที่ให้แม่น้ำเนเธอร์แลนด์ เทคโนโลยีเตือนภัย ถึงอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินโตเกียว ชี้ทางรอดยุคฝนสุดขั้วต้อง ผสานธรรมชาติ ผังเมือง เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน แทนการพึ่งระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว

KEY POINTS

  • บทความนำเสนอแนวทางรับมือน้ำท่วมจากกรณีศึกษา 30 เมืองทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ โซลูชันที่อาศัยธรรมชาติ การวางผังเมือง การใช้เทคโนโลยีและระบบเตือนภัย และโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม
  • ยกตัวอย่างโครงการเด่นจากนานาชาติ เช่น แนวคิด "เมืองฟองน้ำ" ของจีน, โครงการ "คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ" ของเนเธอร์แลนด์ และอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ของกรุงโตเกียว
  • สรุปว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนต้องผสมผสานหลายมาตรการเข้า

ฝนหนักกว่า 300 มม. แช่กรุงเทพฯ ข้ามคืน 25–26 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา กระทบถนนสายหลักและการคมนาคมอย่างหนัก สะท้อนชัดว่า ระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานเดิมของกรุงเทพฯ กำลังรับมือสภาพอากาศสุดขั้วไม่ไหว แม้ครั้งนี้ไม่มีน้ำเหนือไหลหลากซ้ำเติม แต่ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ ประกอบกับคลื่นลมในอ่าวไทยตอนในหนุนสูง ขวางการระบายน้ำลงทะเล

พื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะลาดกระบัง มีนบุรี และคลองสามวา เผชิญน้ำท่วมขังยาวนานจากข้อจำกัดของระบบระบายน้ำเดิมและระดับน้ำในลำน้ำสาขาที่สูง เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่ “ฝนตกหนัก” แต่เป็น สัญญาณเตือนว่าเมืองต้องยกเครื่องยุทธศาสตร์จัดการน้ำครั้งใหญ่

'กรุงเทพธุรกิจ' จึงหยิบรายงาน “Catalogue of Best Practices for Building Flood Resilience” มาถอดบทเรียนแนวทางรับมือน้ำท่วมจากเมืองทั่วโลก จัดทำโดย Climate Centre for Cities (C3) และ National Institute of Urban Affairs (NIUA) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) โดยมี EU-SAR และ GFDRR สนับสนุน เพื่อค้นหา นวัตกรรมและยุทธศาสตร์ที่เมืองสามารถนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นต่อภัยน้ำท่วม

"อับฮาส เค. จา" (Abhas K. Jha) ผู้จัดการฝ่ายการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประจำเอเชียใต้ ธนาคารโลก กล่าวว่า การบูรณาการการรับมือภัยน้ำท่วมเข้ากับการพัฒนาเมืองคือสิ่งสำคัญที่ต้องทำทันที รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้กำหนดนโยบายและนักวางผังเมือง นำบทเรียนจริงจากทั่วโลกไปประยุกต์ใช้ โดยแบ่งแนวทางออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ โซลูชันที่อาศัยธรรมชาติ การวางผังเมือง เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

1. โซลูชันอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-Based)

การใช้มาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อฟื้นฟูระบบเวศและชะลอการไหลของน้ำ ถือเป็นแนวทางที่มีความคุ้มค่าสูงและช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ตัวอย่างโครงการดังนี้

  • ประเทศจีน: สร้างสวนหย่อมซับน้ำและสวนสาธารณะชะลอน้ำ "ยันเว่ยโจว" เมืองจินหัว ประเทศจีน พื้นที่พื้นที่พื้นที่ลุ่มน้ำขนาด 26 เฮกตาร์บริเวณจุดตัดของแม่น้ำอู่หยีและแม่น้ำอี้อู่ เคยประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจากการสร้างกำแพงคอนกรีตกันน้ำท่วมแบบเดิมที่ล้มเหลว เมืองจินหัวจึงปรับเปลี่ยนมาระบบการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำด้วยวิธีธรรมชาติ โดยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตแข็ง เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ "ขุดและกลบ" สร้างคันดินตลิ่งแบบขั้นบันได ปลูกพืชท้องถิ่น และสร้างสวนสระซึมน้ำวงกลม เพื่อรองรับน้ำท่วมชั่วคราวและเพิ่มการซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน
  • สหรัฐอเมริกา: สร้างสวนน้ำมิราโบ เมืองนิวออร์ลีนส์ โครงการแปลงพื้นที่ขนาด 10 เฮกตาร์ให้เป็นสวนน้ำกักเก็บน้ำฝนสาธารณะ สวนแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีสระหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ สามารถกักเก็บน้ำฝนตกค้างได้มากถึง 10 ล้านแกลลอน ใช้ชั้นทรายและดินอินทรีย์ช่วยกรองมลพิษในน้ำและป้องกันการทรุดตัวของชั้นดิน โดยได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากองค์กรจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA) จำนวน 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ประเทศอินเดีย: พื้นที่พื้นที่ลุ่มน้ำโกลกาตาตะวันออก ตามอนุสัญญาแรมซาร์ ขนาด 12,500 เฮกตาร์ ทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติช่วยดูดซับน้ำท่วมและป้องกันเมืองโกลกาตาจากพายุไซโคลนและคลื่นหนุนเนื่องจากพายุ พร้อมทั้งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียชีวภาพที่เชื่อมโยงกับการเกษตรและการประมงท้องถิ่น

2. การวางผังเมืองและการนวัตกรรมนโยบาย

การวางผังเมืองที่กำหนดทิศทางให้เมือง "อยู่ร่วมกับน้ำ" ช่วยลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน ตัวอย่างโครงการดังนี้

  • ประเทศเนเธอร์แลนด์: โครงการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 25% อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ได้เปลี่ยนผ่านจากกลยุทธ์การสร้างคันกั้นน้ำสูงเป็นการ "คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ" ในปี 2007 ด้วยงบประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้เน้นการลดระดับคันกั้นน้ำเดิมลง การขุดขยายช่องทางระบายน้ำขนาน การสร้างพื้นที่รับน้ำชั่วคราว และการเนินดินสร้างบ้านเรือนบนที่สูง เพื่อรองรับระดับน้ำสูงสุดในรอบ 100 ปี
  • ประเทศจีน: แนวคิดเมืองฟองน้ำ เป็นนโยบายแห่งชาติตั้งแต่ปี 2013 เพื่อเปลี่ยนพื้นที่คอนกรีตไม่ซึมน้ำให้กลายเป็น "ฟองน้ำ" ที่สามารถดูดซับ กักเก็บ และหมุนเวียนน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้พื้นที่เมือง 20% สามารถดูดซับน้ำฝนได้ 70% และขยายเป็น 80% ภายในปี 2030 โดยให้ทุนสนับสนุนเมืองนำร่องปีละ 51–76 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมือง เพื่อปรับปรุงพื้นผิวซึมน้ำ สวนบนหลังคา และคูน้ำธรรมชาติ
  • ประเทศเซเนกัล: เมืองดักการ์พร้อมรับมือน้ำท่วม ผ่านโครงการ 'Vivre avec l'eau' ใน 10 ชุมชนแออัดเสี่ยงภัย ดำเนินการสร้างระบบระบายน้ำเชื่อมต่อกับสวนแนวนวัตกรรม การใช้อิฐนิเวศ จากขยะพลาสติกมาสร้างแนวป้องกันน้ำ และการจัดทำแผนเผชิญเหตุระดับท้องถิ่นโดยอาศัยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)

3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการเตือนภัย

การบริหารจัดการข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า ช่วยให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที ตัวอย่างโครงการดังนี้

  • ประเทศเดนมาร์ก: เมืองโคเปนเฮเกนทำแผนจัดการฝนสุดขั้วพายุเมฆทะลัก จากเหตุการณ์ฝนตกหนักเกิน 50 มิลลิเมตรในเวลา 30 นาทีเมื่อปี 2011 โคเปนเฮเกนได้วางแผนปรับตัวระยะยาว 20 ปี มูลค่า 1.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพัฒนา "กล่องเครื่องมือรับมือพายุ" ปรับเปลี่ยนจัตุรัสและถนนในเมืองให้ทำหน้าที่เป็นสระกักเก็บน้ำฝนชั่วคราว ในยามวิกฤติ
  • ประเทศอินโดนีเซีย: แบบจำลองอุทกศาสตร์การไหลของน้ำในกรุงจาการ์ตา การพัฒนาแบบจำลองความละเอียดสูงร่วมกับ UN CTCN เพื่อวิเคราะห์ความลึกและขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมขังล่วงหน้า ช่วยวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดเขตความเสี่ยงในผังเมืองได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้น ระบบเตือนภัยน้ำท่วมระดับชุมชนเมืองเซมารัง การผสมผสานการใช้ข้อมูลดาวเทียมเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุน เข้ากับแบบจำลองพาดเชิงอุทกศาสตร์เพื่อคาดการณ์น้ำท่วมฉับพลันในลุ่มน้ำ Bringin โดยส่งสัญญาณเตือนภัยผ่าน SMS และหอกระจายข่าว ทำให้ประชาชนมีเวลาอพยพล่วงหน้า

4. โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมยืดหยุ่นสูง

ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังคงมีความจำเป็นสำหรับเมืองขนาดใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการรับมือภัยพิบัติระดับร้ายแรง ตัวอย่างโครงการดังนี้

  • ประเทศญี่ปุ่น: อุโมงค์ระบายน้ำใต้อิโดกาวะ ในกรุงโตเกียว เป็นระบบอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินลึก 50 เมตร ความยาว 6.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับอาคารอุโมงค์แนวดิ่ง ขนาดใหญ่ 5 แห่ง (กว้าง 30 เมตร สูง 70 เมตร) มูลค่าก่อสร้างกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้ทำหน้าที่ผันน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำรอบกรุงโตเกียวไปเก็บไว้ในถังปรับแรงดันใต้อินทรีย์ ก่อนใช้เครื่องสูบน้ำพ่นออกสู่แม่น้ำเอโดะเพื่อลงสู่อ่าวโตเกียว ซึ่งสามารถลดความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่เมืองลงได้กว่าครึ่งหนึ่ง
  • ประเทศเนเธอร์แลนด์: ยุทธศาสตร์เมืองป้องกันน้ำท่วมเมืองร็อตเตอร์ดัม การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมหลายชั้น ทั้งคันกั้นน้ำชั้นนอกและชั้นใน สระกักเก็บน้ำใต้ดิน อาคารจอดรถใต้ดินที่กักเก็บน้ำได้ 10,000 ลูกบาศก์เมตร การติดตั้งหลังคาสีเขียวรวมกว่า 130,000 ตารางเมตร และการสร้างระเบียงสีเขียว-ฟ้า
  • ประเทศเกาหลีใต้: โครงการฟื้นฟูคลองช็องเกช็อน กรุงโซล การทุบทำลายทางด่วนยกระดับคอนกรีตเดิม เพื่อฟื้นฟูลำธารธรรมชาติยาว 3.6 ไมล์ใจกลางเมือง โดยก่อสร้างตลิ่งและกำแพงกั้นน้ำที่รองรับปริมาณฝนสูงสุดในรอบ 200 ปี อัตราการไหล 118 มม./ชม. ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยระบายน้ำท่วม แต่ยังเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ขึ้นถึง 639%

จากกรณีศึกษาทั่วโลกที่ปรากฏในรายงาน จะเห็นได้ว่าไม่มีมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้แบบเบ็ดเสร็จ การสร้างความยืดหยุ่นของเมือง จำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานทั้ง "โครงสร้างเทา" (Grey Infrastructure) เช่น อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน ร่วมกับ "โครงสร้างเขียว-ฟ้า" (Green-Blue Infrastructure) การใช้เทคโนโลยีข้อมูลเรียลไทม์ และการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน

สำหรับเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญฝนสุดขั้วจากภาวะโลกร้อน การเร่งทบทวนเกณฑ์การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ และการผสานนวัตกรรมจากบทเรียนนานาชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างยั่งยืน