ครม.เห็นชอบ EXIM BANK กู้ธนาคารโลก6,494 ล้านบาท คลังค้ำประกัน วางโครงสร้างพื้นฐานตลาดคาร์บอนเครดิตของไทย ก่อนนำเสนอเป็นโครงการต้นแบบบนเวทีประชุม IMF–World Bank เดือน ต.ค. 2569
เร็วๆนี้ จะมีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในระหว่างวันที่ 12 - 18 ต.ค. 2569 ที่กรุงเทพ ซึ่งเวทีนี้นอกจากจะเป็นโอลิมปิกทางการเงินที่สำคัญประจำปีแล้ว ยังเป็นเวทีผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ว่าด้วยการรับทราบการอนุมัติกรอบการกู้เงินของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM BANK จากธนาคารโลก วงเงินไม่เกิน 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,494 ล้านบาท อายุเงินกู้ไม่เกิน 7 ปี โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันและเห็นชอบร่างค้ำประกันเงินกู้ (Draft Guarantee Agreement) และเห็นชอบในการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสาร General Conditions ฉบับวันที่ 1 ก.ค. 2568
นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 เรื่อง โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน ในส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาการปล่อยสินเชื่อของ EXIM BANK
ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมายสำหรับสัญญาเงินกู้ (Loan Agreement) และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอนในโอกาสแรกภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในร่างสัญญาเงินกู้ และร่างสัญญาค้ำประกันเงินกู้ และมอบหมายให้EXIM BANK ,ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหน่วยงานนำร่องภาครัฐ ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ระบุไว้ในร่างสัญญาเงินกู้ (Draft Loan Agreement) ,ร่างสัญญาโครงการ (Draft Project Agreement) ,คู่มือการปฏิบัติงานโครงการ (Project Operations Manual: POM) ,กฎข้อบังคับต่าง ๆ ของธนาคารโลก และเอกสารแนบท้ายสัญญาของโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
วางโครงสร้างพื้นฐานการเงิน-ตลาดคาร์บอนเครดิต
สำหรับโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อ 9 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมาเพื่อให้ธนาคารโลกและมีสถาบันการเงินที่มีความพร้อมร่วมดำเนินการจัดตั้งหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (Coordinating and Managing Entity: CME) เพื่อดำเนินกลไกคาร์บอนเครดิตระดับประเทศ และขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศและด้านการเงินคาร์บอน
รวมทั้งสร้างกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิต ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลเป็นครั้งแรกเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และจะเป็นโครงการต้นแบบที่ประเทศไทยสามารถนำเสนอความสำเร็จในการจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเป็นครั้งแรกของโลกบนเวทีระดับนานาชาติในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในระหว่างวันที่ 12 - 18 ต.ค. 2569
โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569ที่ผ่านมาได้อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และอนุมัติการบรรจุโครงการในการปรับปรุงแผนดังกล่าว วงเงิน 200 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นจำนวน 6,494 ล้านบาท โดยคณะผู้แทนฝ่ายไทยและคณะผู้แทนธนาคารโลกได้ร่วมกันพิจารณาและเจรจาเงินกู้เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 และคณะกรรมการบริหารของธนาคารโลกได้อนุมัติเงินกู้สำหรับโครงการดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569
เฟสแรกปล่อยกู้ต่อกทม.-การนิคมฯ
“ดังนั้น การนำเสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนที่ กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้สัญญาและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับเพื่อที่จะได้เริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป โดยในขั้นตอนนี้เป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสัญญาและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง”
สำหรับร่างสัญญาเงินกู้ ระหว่าง EXIM BANKและธนาคารโลก วงเงินไม่เกิน 200 ล้านดอลลาร์ หรือ เทียบเท่า 6,494 ล้านบาท อายุเงินกู้ไม่เกิน 7 ปี โดยEXIM BANK จะนำเงินกู้จากธนาคารโลกไปปล่อยกู้ต่อ (On-lending) ในลักษณะสินเชื่อย่อย (Sub-loans) ให้แก่บริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อให้บริษัทจัดการพลังงานนำเงินไปปรับปรุงและฟื้นฟูสินทรัพย์หรือสิ่งปลูกสร้างของหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (PSOs) ในเฟสแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เป็นระบบพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน ผ่านการเปลี่ยนไฟถนนเป็น LED] โดยไม่เป็นภาระงบประมาณด้านการลงทุนติดตั้งระบบของหน่วยงานของรัฐ
ด้านสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย โดยมีความเห็นเพิ่มเติมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ตลอดจนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย ส่วนธปท.ไม่ขัดข้องต่อหลักการภาพใหญ่ของโครงการ โดยมีความเห็นและข้อเสนอแนะ เช่น EXIM BANK ควรวิเคราะห์สินเชื่ออย่างรัดกุมและกำหนดเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อแก่บริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCOs) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงของลูกหนี้ ควรคำนึงถึงการกระจุกตัวของลูกหนี้ตามหลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)
ทั้งนี้ ธปท. ไม่ขัดข้อง ต่อการที่ธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ





