วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ธนาคารโลก’ชี้พัฒนา‘คน-การศึกษา’ถูกทาง หนุนจีดีพีโตถึง5.4%ส่งไทยสู่ฝันประเทศรายได้สูง

ประชุมเวทีหารือระดับสูง High-level Policy Forum: Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation, and Growth จัดโดย ธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ดร.สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก  กล่าวว่า  ประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคที่จะก้าวสู่สถานะผู้มีรายได้สูงภายในปี 2580 จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปหลายด้านรวมถึงต้องมีการลงทุนจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุนมนุษย์

“การลงทุนในบุคลากรถือเป็นการลงทุนที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งที่ประเทศสามารถสร้างได้เพื่ออนาคต เพราะคือการสร้างโอกาสให้กับบุคคล ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิผลมากขึ้น ก่อเกิดนวัตกรรมและการสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” 

โลกแห่งการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโอกาสและเศรษฐกิจทั่วโลก ยังต้องรวมถึงผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ และ ภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประเทศไทย มีประเด็นความเปลี่ยนแปลงเฉพาะอีกเรื่องหนึ่งคือ สังคมผู้สูงอายุที่มีผลกระทบอย่างมากต่อโอกาสและทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศให้มีรายได้สูง 

“จึงต้องทราบว่าอุตสาหกรรมใดบ้างที่ต้องเติบโต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนตั้งแต่ รัฐบาล มหาวิทยาลััย ภาคธุรกิจ และตัวประชาชนทุกคนด้วย”

  ดร.ลุยส์ เบนเวนิสต์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคด้านการศึกษาและทักษะ สุขภาพ และนโยบายสังคม ธนาคารโลก  กล่าวว่า 

ประเทศไทยมีระดับการศึกษาสูงขึ้นขณะเดียวกันประชากรก็มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นด้วย แม้ช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะพัฒนาอย่างโดยเด่นจนสามารถ ยัายแรงงานจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคการผลิตและบริการ

ไม่ทำอะไรเลยจีดีพีโตได้แค่3% ต่ำกว่าศักยภาพ

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยอัตราการสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพิ่มขึ้นจากประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรไปสู่ระดับที่เกือบจะครอบคลุมประชากรทั้งหมด พร้อมทั้งมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7 ปี และสามารถขจัดความยากจนที่เส้นเกณฑ์รายได้ 4.20 ดอลลาร์ต่อวันได้เกือบหมดสิ้น 

“ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าที่โดดเด่นนี้เริ่มชะลอตัวลง แบบจำลองของเราชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการดำเนินนโยบายเพิ่มเติม อัตราการเติบโตตามศักยภาพของไทยจะอยู่ที่ประมาณ3 %ต่อปี ซึ่งหากเติบโตในอัตราดังกล่าว จีนจะก้าวขึ้นสู่สถานะประเทศรายได้สูงได้ในปี2580 ก่อนไทย” 

อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง นั่นคือการปฏิรูปเชิงรุกหลายด้านอาจช่วยผลักดันอัตราการเติบโตตามศักยภาพให้สูงขึ้นถึง5.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และจะนำพาประเทศไทยไปสู่สถานะประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2580 ซึ่งการปฏิรูปนี้รวมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม องค์กรธุรกิจ และเมืองต่างๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกำลังแรงงานในอนาคต

 โดยมีเรื่อง “ทักษะ” เป็นหัวใจสำคัญของวาระนี้ องค์กรธุรกิจไม่สามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดบุคลากรที่ใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นเป็น ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถก้าวไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงได้หากขาดช่างเทคนิค วิศวกร และผู้บริหารที่มีขีดความสามารถเหมาะสม 

นายจ้างไทย62%หาคนเก่งมาทำงานไม่ได้

ปัจจุบันนายจ้างในไทยคาดการณ์ว่าความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Machine Learning เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ยุคสมัยของ AI ไม่ได้ทำให้ทักษะพื้นฐานมีความสำคัญน้อยลง ในทางกลับกัน ทักษะเหล่านี้กลับมีความสำคัญยิ่งขึ้น นายจ้างต่างต้องการบุคลากรที่มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ สามารถแก้ปัญหา ใช้เครื่องมือดิจิทัล สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้อื่น ปรับตัว และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 

“การเตรียมความพร้อมของไทยสำหรับยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เท่านั้น แต่เรายังต้องสร้างความมั่นใจว่าทุกคนมีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล (digital literacy) รวมถึงทักษะทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับตัวได้ตลอดช่วงชีวิต” 

ดร.เบนเวนิสต์ กล่าวอีกว่า  62% ของนายจ้างในไทยประสบปัญหาในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 37% นอกจากนี้ นายจ้างยังระบุถึงช่องว่างที่ยังคงมีอยู่ระหว่างทักษะของผู้สำเร็จการศึกษากับความต้องการของภาคธุรกิจ

ธนาคารโลกและ EF ประเมินว่า หากยกระดับทักษะของผู้ใหญ่ที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นพื้นฐาน ทั้งในด้านการอ่านเขียนและทักษะดิจิทัล ให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่มีความเชี่ยวชาญขั้นต่ำได้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เพิ่มขึ้นอาจเทียบเท่ากับมูลค่าประมาณ20% ของจีดีพี หรือคิดเป็นเงินราว 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น การพัฒนาคนและการศึกษาจึงเป็นโจทย์ท้าทายของไทยเพืื่อใช้คนที่มีอยู่น้อยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ดึงคนเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่คือการสร้างหลักประกันว่าผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ มีความก้าวหน้า และได้รับทักษะที่จำเป็นจริงๆ

ร่วมพัฒนาประสิทธิภาพประชากรสู้สังคมสูงวัย

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาและกรรมการภาคีเพื่อการศึกษาไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจตอนนี้หนักจริง ๆ ทุกองค์กรต้องปรับตัวกันมาก การแข่งขันก็มีความยากเย็นขึ้นถ้าพูดถึงธุรกิจในประเทศไทย ปัจจุบันมีธุรกิจต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจแข่งกับคนไทยกันมากขึ้นทั่วประเทศไทยทำให้บริษัทไทยเองก็ต้องปรับตัวทั้งการแข่งขันกับต่างชาติในบ้านเราเองและแข่งขันกับธุรกิจต่างประเทศในประเทศอื่น ๆ

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยคือเรื่อง Demographic ซึ่งก็คือ ประชากรเด็กเกิดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างเด็กใหม่ๆขึ้นมาทดแทนคนเก่าอย่างที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวอย่างหนึ่งคือ การพัฒนาภาคการศึกษา เพื่อหยุดคำพูดที่ว่า จบแล้วไม่มีงานทำ องค์กรอย่างหอการค้าไทย จึงเข้าไปมีส่วนตั้งแต่ออกแบบการศึกษา เปิดพื้นที่องค์กรให้นักเรียนสามารถเข้ามาทำงานร่วมกัน ให้เด็กได้ทำงานในพื้นที่จริง ๆ รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ งบประมาณ เป็นการทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้แรงงานกับการทำงานมีประสิทธิภาพและสะท้อนออกมาเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ประเมินว่า จีดีพีจะเพิ่มโดยอัตโนมัติตั้งแต่ 2% ไปถึง 4% หากทำงานได้อย่างต่อเนื่อง สอดรับซึ่งกันและกันในทุกภาคส่วน เพื่อให้การผลิตคนสะท้อนความต้องการใช้จริงในอนาคต

‘ธนาคารโลก’ชี้พัฒนา‘คน-การศึกษา’ถูกทาง  หนุนจีดีพีโตถึง5.4%ส่งไทยสู่ฝันประเทศรายได้สูง