วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

'เจพีมอร์แกน' มองบวกกลุ่ม Hyperscaler คาดลงทุนพุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์ปีหน้า

ซีอีโอ JPMorgan Chase มองบวกการลงทุน AI ของกลุ่ม Hyperscaler ยังแทบไม่มีสัญญาณชะลอตัว คาดเม็ดเงินพุ่งแตะหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า อาจเกิดการ 'ปรับฐาน' ในอนาคต

"เจมี ไดมอน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase) เปิดเผยว่า กระแสการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของกลุ่ม Hyperscaler ยังแทบไม่มีสัญญาณชะลอตัว และคาดว่าเม็ดเงินลงทุนอาจพุ่งแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า

การใช้จ่ายทั้งระบบนิเวศของ Hyperscaler เพิ่มขึ้น "มากกว่าเท่าตัว" จากประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เป็นราว 700,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งไดมอนระบุว่า การลงทุนที่พุ่งขึ้นนี้กำลังช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็อาจ "เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ" ด้วยเช่นกัน

“นั่นเทียบได้กับการเพิ่มขึ้นของจีดีพีถึงราว 1% ในแต่ละปีเลย” ไดมอนกล่าวกับช่อง CNBC-TV18 นอกรอบการประชุม JPMorgan India Conference ครั้งที่ 11 พร้อมระบุว่า การใช้จ่ายดังกล่าว “อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเล็กน้อย” เนื่องจากบริษัทต่างๆ จ้างแรงงาน สร้างโรงงานและโรงไฟฟ้า รวมถึงซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวไดมอนมองว่า AI อาจมีผลช่วยลดแรงกดดันด้านราคา โดยเรียก AI ว่าเป็น “เทคโนโลยีที่น่าทึ่ง” และระบุว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้ “ดูเหมือนว่าจะดำเนินต่อไป”

ถึงอย่างนั้นซีอีโอของเจพีมอร์แกนก็ย้ำด้วยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า "ใครจะเป็นผู้ชนะ" จากกระแส AI โดยยกตัวอย่างยุค "ฟองสบู่อินเทอร์เน็ต" ก่อนช่วงวิกฤติดอตคอม ซึ่งบริษัทชื่อดังจำนวนมากในเวลานั้นล้มเหลว ขณะที่บริษัทซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักมาก่อนกลับกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม AI อาจพัฒนาไปในลักษณะเดียวกัน

เมื่อถูกถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ไดมอนกล่าวว่า การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคำนวณผลตอบแทนแบบ "ตรงไปตรงมา" เสมอไป โดยระบุว่า “บางครั้งมันก็เป็นแค่สิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้” 

ไดมอนยกตัวอย่างการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่ประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก และกล่าวว่าเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทต่างๆ อาจสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกเหนือจาก AI แล้ว ไดมอนกล่าวว่าความต้องการเงินทุนจำนวนมากจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนเพิ่มในด้านกลาโหม และการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่ยังดำเนินต่อไป อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

“ตลาดอาจเกิดการปรับฐาน” ไดมอนกล่าว แต่ไม่แน่ใจว่า AI จะเป็นสาเหตุของการปรับฐานหรือไม่

ซีอีโอเจพีมอร์แกนยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยหวังว่าแรงกดดันด้านราคาจะผ่อนคลายลง "แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น และเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยด้วยซ้ำ” พร้อมระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ควรยึดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ต่อไป


ที่มา: CNBC