วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

ผู้นำพลังงานโลกชี้ ‘สัญญาระยะยาว’ เกราะคุ้มกัน ‘ต้นทุน-วิกฤติ LNG’

“เชฟรอน” เตือนสัญญาแอลเอ็นจีระยะยาว เข็มค้ำประกันเมกะโปรเจกต์ “แซมปรา อินฟราสตรัคเจอร์” หนุนผู้ซื้อพลังงานเร่งสร้างหลักประกันระยะยาว “เบคเทล เอนเนอร์ยี” ชี้พลังงานคาดการณ์ได้ ช่วยล็อกปริมาณคุมต้นทุน พร้อมถอดบทเรียน ปตท.สผ.รับมือ LNG

KEY POINTS

  • 'เชฟรอน' ชี้สัญญา LNG ระยะยาวคือหัวใจสร้างความแน่นอน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ ช่วยให้ส่งมอบพลังงานมั่นคงและราคาคาดการณ์ได้
  • แซมปราเตือนบทเรียนวิกฤติ ตลาดสปอตไม่ยั่งยืน ผู้ซื้อต้องเร่งทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกสิทธิ์รับมอบก๊าซจริง เพราะก๊าซที่แพงที่สุดคือก๊าซที่หาซื้อไม่ได้ยามวิกฤติ
  • เบคเทลย้ำการคาดการณ์ปริมาณและเวลาส่งมอบได้ ช่วยคุมงบไม่ให้บานปลายและงานไม่ล่าช้า สัญญาระยะยาวจึงเป็นเกราะคุ้มกันราคาพลังงานไม่ให้กระทบค่าครองชีพ
  • ปตท.สผ. เผย LNG โลกพุ่งทุก 3 ดอลลาร์ ดันค่าไฟไทยขึ้น 5% เร่งบูสต์ผลิตในประเทศเกินเป้า 5% พร้อมบริหารต้นทุนสกัดสัดส่วนพึ่งพานำเข้าแตะ 70% ใน 10 ปี 

ท่ามกลางภาวะวิกฤติและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นทั่วโลก “ตลาดพลังงาน” ต้องเผชิญกับคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอนที่ถาโถมต่อเนื่อง ส่งผลต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานสู่ปัญหาการหยุดชะงักของการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว LNG เป็นประเด็น “ความมั่นคงทางพลังงาน”

บนเวทีเสวนาพลังงานระดับโลกในงาน Gastech 2026 ในหัวข้อ Building energy security: The global race to deliver gas infrastructure  เห็นตรงกันว่า “การทำสัญญาระยะยาว” กำลังกลับมาเป็นยุทธศาสตร์พลังงานที่จะช่วยปลดล็อกการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความมั่นคง

ผู้นำพลังงานโลกชี้ ‘สัญญาระยะยาว’ เกราะคุ้มกัน ‘ต้นทุน-วิกฤติ LNG’

‘สัญญาระยะยาว’ เสาเข็มค้ำประกันเมกะโปรเจกต์

เมื่อพูดถึงการสร้างเสถียรภาพและความชัดเจน ประเด็นของสัญญาระยะยาวคือคำตอบที่ทรงพลังที่สุด “บาลาจี กฤษณามูรธี” กรรมการผู้จัดการและประธานฝ่ายธุรกิจต้นน้ำ ประจำประเทศออสเตรเลียของบริษัท เชฟรอน ย้ำชัดเจนว่า สัญญาระยะยาวสำคัญกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากโครงการก๊าซธรรมชาติและ LNG จัดเป็นโครงการที่มีวัฏจักรยาวนานและต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้ามหาศาล 

ดังนั้น การมี “ความแน่นอนในระยะยาว” จึงเป็นหัวใจพื้นฐานที่โครงการจะขาดไม่ได้

 

ผู้นำพลังงานโลกชี้ ‘สัญญาระยะยาว’ เกราะคุ้มกัน ‘ต้นทุน-วิกฤติ LNG’

เชฟรอนยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการยักษ์ใหญ่ในออสเตรเลียอย่างกอร์กอนและวีตสโตน ซึ่งเกิดขึ้นและได้รับการค้ำประกันความเสี่ยงผ่านการลงนามสัญญาระยะยาวถึง 20 ปี จากกลุ่มลูกค้าประเทศญี่ปุ่น

วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของลูกค้าญี่ปุ่นในวันนั้น ส่งผลให้ในวันนี้พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้รับการส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย และราคาคาดการณ์ได้ แม้ตลาดโลกจะเผชิญวิกฤติราคาผันผวน

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้สัญญาระยะยาวเกิดขึ้น คือการที่รัฐบาลญี่ปุ่นที่มีนโยบายพลังงานและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการกำหนดสัดส่วนของก๊าซและ LNG ในโครงสร้างพลังงานของประเทศ ซึ่งเปิดทางให้ภาคเอกชนลงนามสัญญาระยะยาวได้อย่างมั่นใจ 

เรื่องนี้ตอกย้ำว่า ความมั่นคงทางพลังงานเกิดจาก “ความสามารถในการคาดการณ์ได้” ซึ่งต่อยอดมาจากความแน่นอนเชิงนโยบายและสัญญาทางการค้า 

แตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ลูกค้าบางรายในตลาดยังปฏิเสธแม้กระทั่งสัญญาอายุ 5 ปี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ซื้อต่างต้องการสัญญาระยะยาวมากขึ้นจนแทบไม่เพียงพอต่อความต้องการ

‘ผู้ซื้อพลังงาน’ เร่งสร้างหลักประกันระยะยาว

มาร์ติน ฮุปกา ประธานกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวของ แซมปรา อินฟราสตรัคเจอร์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การประเมินโครงการลงทุนด้าน LNG และโครงสร้างพื้นฐานก๊าซในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านไปจากเมื่อ 5 ปีก่อน โดยทุกฝ่ายกำลังมองโครงการเหล่านี้ผ่าน 3 มิติหลักพร้อมกัน คือ ด้านต้นทุนและด้านความมั่นคงทางพลังงาน 

ผู้นำพลังงานโลกชี้ ‘สัญญาระยะยาว’ เกราะคุ้มกัน ‘ต้นทุน-วิกฤติ LNG’

อีกหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือความเข้าใจของผู้ซื้อต่อความหมายของความมั่นคงทางพลังงาน จากเดิมที่ตลาดเคยคุ้นชินกับการซื้อขายก๊าซใน “ตลาดสปอต” ด้วยความน่าสนใจจากราคาในระยะสั้น ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกลับชี้ชัดว่า การพึ่งพาความผันผวนของตลาดสปอตไม่สามารถสร้างหลักประกันที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป

มาร์ติน ฮุปกา สะท้อนภาพว่า ในปัจจุบัน ผู้ซื้อตระหนักดีแล้วว่าความมั่นคงไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีก๊าซอยู่ในตลาดโลก แต่คือการที่พวกเขาสามารถ “ควบคุมโมเลกุลของก๊าซ” ได้อย่างแท้จริง 

บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดในวิกฤติที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “โมเลกุลของก๊าซที่แพงที่สุดที่คุณเคยพยายามจะซื้อ คือโมเลกุลที่คุณไม่สามารถหาซื้อหรือส่งมอบมาได้เลย” ดังนั้น การสร้างหลักประกันที่แน่ชัดว่าจะได้รับก๊าซตามเวลาที่ต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

พลังงานคาดการณ์ได้ ช่วย ‘ล็อกปริมาณ คุมต้นทุน’ 

ในมุมมองผู้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ “พอล มาร์สเดน” ประธานกลุ่มธุรกิจพลังงานของ เบคเทล เอนเนอร์ยี ระบุว่า “การคาดการณ์ได้” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เนื่องจากทุกฝ่ายจำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำว่าก๊าซจะถูกผลิตออกมาเมื่อใด และพร้อมส่งมอบสู่ตลาดในเวลาใด เพื่อที่จะสามารถวางเดิมพันและจัดสรรการลงทุนได้ถูกต้อง

พอล มาร์สเดน อธิบายว่า เรื่องนี้กระทบต่อชีวิตประจำวันของทุกคนโดยตรง เพราะไม่ว่าจะใช้ก๊าซหุงต้มหรือทำความร้อน ประชาชนต่างต้องการพลังงานที่ส่งมอบตรงเวลา ในราคาที่จับต้องได้และคาดเดาได้ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงต้องมาคู่กับ “ราคาที่ประชาชนจ่ายไหว” เสมอ  

การตัดสินใจลงทุนในวันนี้จึงไม่อาจหวังพึ่งแค่ราคาถูกชั่วคราวจากตลาดระยะสั้น แต่ต้องอาศัย “สัญญาระยะยาว” เป็นหลักประกันที่ล็อกทั้งปริมาณและราคาเอาไว้ ช่วยให้ตลอดห่วงโซ่อุปทานวางแผนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เพราะหากจุดใดจุดหนึ่งเกิดความไม่แน่นอนขึ้นมา ระบบทั้งหมดจะสะดุดทันที และจบลงด้วยปัญหาเพียง 2 อย่าง คือ งานล่าช้า และงบบานปลาย 

สัญญาระยะยาวทวีความสำคัญ

“ฟาบริซิโอ บอตตา” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจ Energy Carriers ของไซเปม ชี้ว่า ท่ามกลางยุคที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการลดคาร์บอน สัญญาระยะยาวและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้รับเหมายิ่งทวีความสำคัญ อุตสาหกรรมต้องก้าวข้ามรูปแบบสัญญาเหมาเบ็ดเสร็จเดิมที่โยนความเสี่ยงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไปสู่โมเดล “แบ่งปันความเสี่ยงร่วมกัน” 

โดยมอบหมายความรับผิดชอบให้แก่ฝ่ายที่บริหารจัดการได้ดีที่สุด เพื่อสร้างความโปร่งใส ทั้งการควบคุมกรอบเวลาและการป้องกันปัญหางบประมาณบานปลาย  

ถอดบทเรียน  ปตท.สผ.รับมือวิกฤติ LNG

สำหรับ “ไทย” แรงสั่นสะเทือนจากความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลกส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้นำพลังงานโลกชี้ ‘สัญญาระยะยาว’ เกราะคุ้มกัน ‘ต้นทุน-วิกฤติ LNG’

นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยถึงสถานการณ์และบทบาทสำคัญขององค์กรในการปกป้องความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

คณิตาอธิบายว่า ปตท.สผ.ทำหน้าที่จัดหาก๊าซคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของการใช้ก๊าซทั้งหมดในประเทศ และในไทยไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 60% 

เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ผลกระทบจึงส่งตรงถึงประชาชนทันที โดยมีการประเมินว่า ทุกๆ 3 ดอลลาร์สที่ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ค่าไฟฟ้าของคนไทยเพิ่มขึ้นถึงราว 5%

ภารกิจเร่งด่วนของ ปตท.สผ. คือการพยายามผลิตก๊าซในประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถผลิตก๊าซได้มากกว่าปริมาณพันธสัญญาเดิมราว 5% เพื่อช่วยพยุงเสถียรภาพทางพลังงาน 

นอกจากนี้ไทยยังมีจุดแข็งด้าน “โครงสร้างพื้นฐาน” ทั้งท่อส่งก๊าซ 3 เส้นจากอ่าวไทย และท่อส่งก๊าซจากเมียนมา รวมถึงพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ทำงานควบคู่กับคลังนำเข้า LNG ของกลุ่ม ปตท. ได้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี หากไม่มีการบริหารจัดการต้นทุนและการผลิตที่ดี สัดส่วนการพึ่งพา LNG นำเข้าของไทยอาจขยับจาก 30% ในปัจจุบันไปสู่ระดับ 70% ในอีก 10 ปีข้างหน้า 

ปตท.สผ.มุ่งเน้นการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเข้มข้น การนำนวัตกรรมแท่นหลุมผลิตที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ มาประยุกต์ใช้เพื่อประหยัดต้นทุน และการทำสัญญาแบบแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้รับเหมา EPC เพื่อให้นำก๊าซจากทุกแหล่งขึ้นมาใช้ประโยชน์