สรุป ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 3 ปี หลัง FOMC ภายใต้การนำของ ‘เควิน วอร์ชอบ มีมติขึ้นดบ. 0.25% ตัวเลขนี้กระทบ ‘เศรษฐกิจเอเชีย’ ยังไง ?
KEY POINTS
- เฟดขึ้นดอกเบี้ยสวนทางทรัมป์ เฟดมีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 3.75-4.0% สกัดเงินเฟ้อ พร้อมส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานถึงปี 2027
- ดอกเบี้ยบัตรเครดิตและบ้านขยับขึ้นทันที เพิ่มภาระหนี้ครัวเรือน แต่กลับเป็นผลดีช่วยดันผลตอบแทนบัญชีเงินฝากและ CD ให้สูงขึ้น
- 'เงินบาท-เอเชีย' เสี่ยงอ่อนค่า ดอลลาร์แข็งค่ากดดันเงินทุนไหลออกจากเอเชีย MUFG เตือนเงินบาทและรูเปียห์เปราะบางหนักจากภาระนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงกลบรายได้ส่งออก
- เศรษฐกิจชะลอ คนจนรับศึกหนัก สภาพคล่องโลกตึงตัวกระทบภาคผลิตและส่งออก หากเกิดการเลิกจ้างและเงินเฟ้อพุ่ง กลุ่มคนยากจนจะแบกรับภาระค่าครองชีพหนักที่สุด
“ธนาคารกลางสหรัฐ” หรือเฟด ประกาศ “ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย“ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ภายใต้การนำของประธานเฟด ”เควิน วอร์ช“ จึงมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75% ถึง 4.0% ซึ่งการขยับครั้งนี้คาดว่าจะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ ไปจนถึงบัญชีเงินฝาก
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการประชุมเดือน ก.ย. หลังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับสูงขึ้นอีกครั้งในเดือนส.ค.ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน และแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากประธานาธิบดี ”โดนัลด์ ทรัมป์“ ให้ปรับลดดอกเบี้ยลงก็ตาม
เข้าใจกลไก ‘ดอกเบี้ยเฟด’ กระทบกระเป๋าเงิน
ดอกเบี้ยนโยบายที่เฟดกำหนดขึ้นนี้ คืออัตราที่ธนาคารพาณิชย์ใช้กู้ยืมระหว่างกันในชั่วข้ามคืน แม้ประชาชนทั่วไปจะไม่ได้กู้ยืมด้วยอัตรานี้โดยตรง แต่นโยบายของเฟดกลับส่งอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนการกู้ยืมและผลตอบแทนเงินฝากของรายย่อย
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นของผู้บริโภคจะผูกติดกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (Prime Rate) ซึ่งมักจะสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ประมาณ 3%
ส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะถูกขับเคลื่อนด้วยการคาดการณ์เงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่า
การปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 จะส่งผลให้ Prime Rate ปรับขึ้นตามไปด้วย และทำให้ต้นทุนทางการเงินของสินเชื่อบุคคลหลายประเภทพุ่งสูงขึ้นทันที ซ้ำเติมให้บางครัวเรือนในสหรัฐฯ ตกอยู่ใต้ภาวะตึงตัวทางการเงินมากยิ่งขึ้น
มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Moody's ให้มุมมองว่า ครัวเรือนที่มีฐานะดีและกลุ่มผู้สูงอายุมักจะรับมือกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้ดีกว่า เนื่องจากมีโอกาสกู้ยืมเงินน้อยกว่า และหากมีหนี้สิน ก็มักจะเป็นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำที่ล็อกสัญญาไว้ตั้งแต่ช่วงวิกฤติโควิด-19
แมตต์ ชูลซ์ หัวหน้านักวิเคราะห์การเงินผู้บริโภคจาก LendingTree ชี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ออมเงิน แต่เป็นเรื่องแย่สำหรับลูกหนี้ เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงและเงินฝากประจำ แต่ในทางกลับกัน คุณก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตแพงขึ้นเช่นเดียวกัน
‘เฟดขึ้นดอกเบี้ย’ กระทบเอเชียอย่างไร?
รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB อธิบายผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในสหรัฐได้ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินทั่วโลกลดลง ซึ่งอาจชะลอการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจเอเชีย” ในหลายมิติ
สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น ส่งผลบั่นทอนความสามารถในการทำกำไรและลดแรงจูงใจในการลงทุนใหม่ๆ
ขณะเดียวกัน ฝั่งครัวเรือนก็มีแนวโน้มรัดเข็มขัดและชะลอการจับจ่ายลง โดยเฉพาะสินค้าคงทนและที่อยู่อาศัย ความต้องการบริโภคที่ลดลงบวกกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลง จึงกลายเป็นอุปสรรคและความท้าทายสำคัญต่อภาคการผลิตและการส่งออกของภูมิภาคเอเชีย
จับตาสกุลเงิน 'อาเซียน' เงินบาทและรูเปียห์เสี่ยงอ่อนค่า
ในกลุ่มสกุลเงินอาเซียนธนาคาร MUFG ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อ "เงินบาท" และ "เงินรูเปียห์" ของอินโดนีเซีย (IDR)
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลบรายได้จากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนในสัดส่วนสูง
สำหรับอินโดนีเซีย แม้ที่ผ่านมาจะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น แต่การส่งออกถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และโลหะพื้นฐาน เริ่มไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ภาวะ Oil Shock เข้ามาหักล้างกำไรจากสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ
อีกทั้ง "บอนด์ยีลด์สหรัฐ" ที่พุ่งขึ้นยังลดทอนความน่าสนใจของสินทรัพย์ในอาเซียน ส่งผลให้ทั้งเงินบาทและรูเปียห์เสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027
ส่วนเงิน "ริงกิต" ของมาเลเซีย (MYR) แม้จะมีปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่แข็งแกร่งและได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของสหรัฐอาจดึงดูดให้นักลงทุนเทขายและถอนเงินทุนออกจากตลาดเอเชีย จนนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงินในหลายประเทศอย่างรวดเร็ว
ค่าเงินที่อ่อนลงนี้มักจะซ้ำเติมแรงกดดันด้าน "เงินเฟ้อ" ผ่านต้นทุนการนำเข้าอาหารและพลังงานที่แพงขึ้น จนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด
รายงานระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคจึงต้องใช้ควาระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะในประเทศที่มีภาระหนี้สูงหรือหนี้โตเร็ว ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเจ้าหนี้ภายนอกด้วยหนี้สกุลเงินดอลลาร์สูง กำลังต้องแบกรับต้นทุนการชำระหนี้ที่พุ่งขึ้นจนเกิดภาวะตึงตัวและขาดแคลนสภาพคล่องเงินสด
'ดอกเบี้ยขาขึ้น' ทุบคนจนหนักสุด
กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุดจากดอกเบี้ยขาขึ้นคือ “กลุ่มคนยากจน” หากธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐสภาพคล่องภายในประเทศก็จะถูกบีบและกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง
แต่หากไม่ขึ้นดอกเบี้ย ดอกเบี้ยสหรัฐที่ทิ้งห่างอย่างรวดเร็วก็จะเร่งให้เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนยวบ และเงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งทำลายแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่างกัน
ไม่ว่าจะเลือกทางใด ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะซบเซาลง และภาระหนักหน่วงที่สุดจะตกอยู่กับคนยากจน
เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว การเลิกจ้างงานจะเพิ่มขึ้น ขณะที่โอกาสในการหางานทั้งในและนอกระบบจะลดน้อยถอยลง คนจนจึงเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการตกงานมากที่สุด เนื่องจากขาดระบบคุ้มครองทางสังคม และหางานใหม่ได้ยากจากข้อจำกัดด้านทักษะ
ยิ่งไปกว่านั้น “อัตราเงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงยังเข้ามากัดกร่อนกำลังซื้อที่น้อยอยู่แล้วให้ลดลงไปอีก ส่งผลให้คนยากจนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าคนกลุ่มอื่นจากทั้งโอกาสการทำงานที่ริบหรี่และค่าครองชีพที่พุ่งสูง




