วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน วิกฤติ 'ฟองสบู่ AI' แตก สะเทือนนักลงทุน 'เกาหลีใต้' ชีวิตพัง

ในปี 2568 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 75% และพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเท่าตัวในปี 2569 จากกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำ  สำหรับปัญญาประดิษฐ์หรือ  AI ทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์( Samsung) และเอสเคไฮนิกซ์( SK Hynix)ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี KOSPI กลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดได้ก้าวเข้าสู่ภาวะผันผวนอย่างหนัก  ดัชนี KOSPI ร่วงลงอย่างรวดเร็วถึง 16% ภายในเวลาเพียง 2 วัน (ระหว่างวันที่ 29-30 ก.ค.) สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2569 ผลจากการเทขายหุ้นชิปทั้งสองบริษัท

แม้ว่าภาพรวมราคาย้อนหลังนับจากต้นปี 2569 หุ้น Samsung และ SK Hynix จะยังคงปรับตัวบวกอยู่ที่ประมาณ 70% และ 112% ตามลำดับ แต่การปรับฐานรอบนี้ได้สร้างความเสียหายแก่นักลงทุนที่เพิ่งเข้าซื้อ ณ ระดับราคาใกล้จุดสูงสุดอย่างมาก

 จากชัยชนะสู่ฝันร้าย ‘นักลงทุนรายย่อย’

ความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้สร้างบาดให้แก่นักลงทุนรายย่อยอย่างหนัก สะท้อนจากกรณีของ ซง มี-คย็อง หญิงวัย 60 ปี ชาวกรุงโซล ซึ่งเคยกอบโกยกำไรจากการเติบโตของหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงต้นปีได้ราว 300 ล้านวอน หรือประมาณ 6.6 ล้านบาทแต่ต้องเผชิญภาวะขาดทุนทางบัญชีมากกว่า 60% ในเวลาต่อมา 

เมื่อดัชนี Kospi ทยอยร่วงลงเกือบ 40% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้นักลงทุนหลายรายต้องสูญเสียกำไรที่สะสมมาตลอดทั้งปีไปในเวลาอันสั้น

"ยอดขาดทุนมันพอกพูนขึ้นทุกวัน ตอนนี้ฉันเครียดมากและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดี ฉันไม่เคยเห็นหุ้นตกเร็วขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งก็ ตาม ตอนนี้ฉันกำลังจะเสียกำไรทั้งหมดที่ทำได้มาตลอดทั้งปีไปแล้ว" ซง มี-คย็อง นักลงทุนรายย่อยกล่าว

ถอดบทเรียน วิกฤติ 'ฟองสบู่ AI' แตก สะเทือนนักลงทุน 'เกาหลีใต้' ชีวิตพัง

Jadoo สตรีมเมอร์และเทรดเดอร์สาวชื่อดังชาวเกาหลีใต้ พอร์ตแตกกลางไลฟ์ สินทรัพย์ 3 ล้านดอลลาร์มลายหายไปในพริบตา

ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์โคเรียอินเวสเมนท์ซีเคียวริตี้เผยว่า เกือบครึ่งหนึ่งของลูกค้า 880,000 รายที่ถือหุ้น Samsung Electronics กำลังเผชิญภาวะขาดทุน

ขณะที่ลูกค้าที่ถือหุ้น SK Hynix จำนวน 408,000 ราย ตกอยู่ในภาวะขาดทุนสูงถึง 70% สะท้อนให้เห็นว่าจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นรายย่อยที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวพุ่งสูงแตะ 110 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นเฉลี่ย 2 บัญชีต่อประชากร 1 คน 

รายย่อยแห่ใช้ ‘เลเวอเรจ -มาร์จิ้น’

ความเสียหายที่ขยายวงกว้างอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนจากปัจจัยเร่งหลักๆ   ทั้งการทะลักเข้าสู่ตลาดของนักลงทุนมือสมัครเล่น และการกู้ยืมและขยายเลเวอเรจ

ขณะนี้จำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นรายย่อยที่มีความเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้พุ่งสูงขึ้น ใกล้แตะ 110 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 2 บัญชีต่อประชากร 1 คน  โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองว่าการลงทุนในหุ้นความเสี่ยงสูงเป็นทางเลือกเดียวในการสร้างความมั่งคั่ง เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศพุ่งสูง

 ถัดมาคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือการลงทุนที่เรียกว่า  “มาร์จิ้นและเลเวอเรจอีทีเอฟ” 

เพื่อชดเชยการพลาดโอกาสรอบขาขึ้นในปี 2568 นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากหันมาใช้บัญชีมาร์จิน หรือ กู้เงินมาลงทุนและ กองทุน Single-stock Leveraged ETF ซึ่งได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลจำนวน 16 กองทุนเมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังผลตอบแทนทวีคูณ

นัมอู รี ประธานสมาคมบรรษัทภิบาลเกาหลี (Korean Corporate Governance Forum) ชี้ว่ากองทุน Leveraged ETF ที่อิงกับหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตลาด เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยกู้ยืมเงินมาลงทุนจำนวนมากจนเงินต้นแทบจะสูญสิ้น 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การลดสัดส่วนหนี้และเกิดคลื่นการถูกบังคับขาย ทั่วทั้งตลาดทุน

ข้อมูลจากสมาคมการลงทุนทางการเงินแห่งเกาหลี (KOFIA) ระบุว่า เงินฝากในบัญชีโบรกเกอร์รายย่อยที่สำรองไว้สำหรับซื้อหุ้นได้ลดลงเหลือ 107 ล้านล้านวอน ประมาณ 2.35 ล้านล้านบาทจากระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ 139.7 ล้านล้านวอนประมาณ 3.07 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน หนี้มาร์จิน ที่เคยพุ่งทำสถิติสูงสุดที่ 38.6 ล้านล้านวอน ประมาณ 8.49 แสนล้านบาท ก็ปรับลดลงเหลือ 33.2 ล้านล้านวอน ประมาณ 7.30 แสนล้าน

ความรุนแรงของสถานการณ์ส่งผลให้กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้  และหน่วยงานกำกับดูแลการเงิน ต้องจัดประชุมด่วนเพื่อออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยประกาศจำกัดการเข้าถึงกองทุน Leveraged ETF เนื่องจากมองว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้ามาขยายความผันผวนของตลาด 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ส่วนในฝั่งนิติบัญญัติ อันช็อล-ซู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอร่างกฎหมายยกเว้นภาษีการซื้อขายหุ้นเพื่อช่วยเหลือรายย่อยที่ประสบผลขาดทุน

ก่อนหน้าเกิดวิกฤต ดัชนี Kospi เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ส่งผลให้เป็นหนึ่งในดัชนีที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก โดยมีนโยบายภาครัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง คอยสนับสนุน เพื่อดึงเม็ดเงินครัวเรือนออกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป 

อย่างไรก็ตาม ฮา ซอก-กึน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Eugene Asset Management ชี้ว่า การทำผลงานได้ดีในอดีตได้ดึงดูดนักลงทุนมือสมัครเล่นเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ระดับความเสียหายของนักลงทุนรายย่อยในครั้งนี้รุนแรงเป็นพิเศษ

กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากอุปสรรคในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาสูงเกินไป ทำให้มองว่ากองทุน Leveraged ETF เป็นช่องทางในการสร้างความมั่งคั่งที่รวดเร็ว 

ในห้องแชทของโบรกเกอร์ต่างๆ เต็มไปด้วยข้อความตัดพ้อถึงผลขาดทุนที่สูงถึง 70-80% โดยนักลงทุนรายหนึ่งในกองทุน Tiger SK Hynix Leverage ETF ซึ่งสินทรัพย์ลดลง 65% ได้ตั้งคำถามถึงระยะเวลาที่จะหลุดพ้นจากสภาวะนี้ขณะที่อีกรายระบุว่าชีวิตไร้ซึ่งทางออก

"กองทุน Leveraged ETF ถูกมองว่าเป็นวิธีทำเงินที่ง่ายและรวดเร็วสำหรับคนรุ่นใหม่... เพียงแค่เดือนกว่าๆ โชคชะตาก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว หลายคนกำลังแห่ถอนตัวออกจากตลาดด้วยความหวาดกลัวต่อผลขาดทุนมหาศาล และอ่อนล้าจากความผันผวน การปรับฐานที่รุนแรงและลึกนี้กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขา ไม่แพ้ตัวเลขในบัญชีหุ้นเลย" ฮา ซอก-กึน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Eugene Asset Managementกล่าว

อ้างอิง ft