วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

วิกฤติการศึกษาเวียดนาม จากแรงกดดัน ‘เศรษฐกิจ’ จุดชนวนทุจริตระดับประเทศ

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของ “เวียดนาม” การแข่งขันเพื่อยกระดับฐานะทางสังคมและเข้าถึงโอกาสการทำงานที่ดีขึ้นได้ทวีความเข้มข้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

สำหรับครอบครัวชาวเวียดนามส่วนใหญ่ “ผลการเรียน” ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ แต่มันคือเส้นทางหลักเส้นเดียวที่จะช่วยยกระดับฐานะและยกระดับคุณภาพชีวิต

“คะแนน” สอบจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายกลายเป็นตัวตัดสินอนาคต เพราะเป็นตั๋วใบเดียวที่จะเปิดประตูสู่โรงเรียนระดับท็อป มหาวิทยาลัยชื่อดัง และงานที่ให้ตอบแทนสูง ซึ่งเป็นวิถีทางที่จับต้องได้ที่สุดในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวต่างจังหวัดกับคนเมืองที่มั่งคั่ง

อย่างไรก็ตาม เดิมพันทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงลิ่วนี้ กลับมาพร้อมกับปัญหารื้อรังอย่างเรื่อง “เงินใต้โต๊ะ” ในระบบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินแลกเกรด ค่าเรียนพิเศษ หรือการฝากเข้าเรียน

องค์กรเพื่อความซื่อสัตย์นานาชาติ (Transparency International) ระบุว่า ภาคการศึกษาของเวียดนามเป็นหนึ่งในจุดที่ “เสี่ยง” ต่อการเกิดการทุจริตคอร์รัปชันเล็กๆ น้อยๆ  มากที่สุด โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจาก "ค่าตอบแทนของครูที่ต่ำเกินไป" สวนทางกับ "ระบบประเมินผลงานและรางวัลที่ผูกติดกับผลการเรียนของนักเรียน" โครงสร้างเช่นนี้กลายเป็นแรงกดดันที่บีบบังคับและจูงใจให้เกิดการทำผิดศีลธรรมได้ง่าย แม้ภาครัฐจะพยายามเข้มงวดเพียงใดก็ตาม

ชนวนเหตุรอบใหม่  นักเรียน 140 คะแนนเต็ม

ความกดดันนี้เพิ่งระเบิดกลายเป็นข่าวดังระดับประเทศอีกครั้ง เมื่อเกิดกรณีสงสัยทุจริตการสอบจบมัธยมปลายปีนี้ หลังจากพบว่าใน จังหวัดตวนกวาง (Tuyen Quang) ทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กทำคะแนนสอบได้ดีที่สุดในประเทศ มีนักเรียนมากกว่า 140 คนได้ "คะแนนเต็ม" ในวิชาสอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว 19 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "บุคลากรทางการศึกษา"

ล่าสุดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น  Tien Phong รายงานว่า ตำรวจกำลังสอบสวนข้อหาที่บุคลากรทางการศึกษานำเฉลยไปแจกจ่ายให้นักเรียน ทั้งนี้ไม่พบความผิดปกติในขั้นตอนการพิมพ์ การขนส่ง หรือการเก็บรักษาข้อสอบ ซึ่งชี้ว่าการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนอื่นของการสอบ

เรื่องนี้ร้อนไปถึงระดับผู้นำประเทศ โดย เลอ เทียน จาว รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดให้กระทรวงความมั่นคงและกระทรวงศึกษาธิการ เข้าตรวจสอบผลสอบที่ "ผิดปกติ" ในจังหวัดตวนกวางอย่างเร่งด่วนและเด็ดขาด พร้อมทั้งสั่งรีเช็กผลสอบทั่วประเทศ และพิจารณาเพิ่มมาตรการคุมเข้ม เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องสอบ

ทุจริตซ้ำซาก และกลยุทธ์ไฮเทค

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ระบบการศึกษาเวียดนามต้องสั่นคลอนด้วยคดีทุจริต ย้อนกลับไปเมื่อปี   2563 เคยเกิดคดีโกงการสอบครั้งใหญ่ในจังหวัดฮวาบิ่ญ จนส่งผลให้เจ้าหน้าที่การศึกษาและข้าราชการท้องถิ่น 15 รายถูกตัดสินจำคุกมาแล้ว

 แต่ทว่า บทลงโทษทางกฎหมายก็ยังไม่สามารถถอนรากถอนโคนปัญหานี้ได้

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงเผยผ่านสื่อรัฐบาลว่า ปัญหานี้เกิดจากทั้งผู้ปกครองบางกลุ่มที่มี "ทัศนคติเชิงลบ" ยอมทำทุกอย่างเพื่อผลสอบที่ดีของลูก รวมถึงบุคลากรและผู้บริหารโรงเรียนบางส่วนที่ "ลำเอียง ละเลย และขาดความรับผิดชอบ"

นอกจากนี้ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ รูปแบบการโกงยกระดับไปใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นกล้องจิ๋วแอบซ่อนในแว่นตา หูฟังขนาดจิ๋ว การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำข้อสอบ

ความคาดหวังของสังคม กับคำถามถึงการปฏิรูป

ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญกับการเรียนอย่างมาก เนื่องจากมีวัฒนธรรมเคารพยกย่องผู้มีความรู้มาอย่างยาวนาน เด็กนักเรียนเวียดนามสร้างชื่อเสียงในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำคะแนนสอบวัดผลคณิตศาสตร์สากลได้ดีเยี่ยม และเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่มีจำนวนมากอันดับต้นๆ ในสหรัฐอเมริกา

เด็กๆ ต้องเรียนพิเศษอย่างหนัก และแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อเข้าโรงเรียนระดับท็อป บางครอบครัวถึงขั้นยอมย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองใหญ่เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่า 

แม้กระทั่งคำถามในข้อสอบปีนี้อย่าง "เวียดนามจะสร้าง สตีฟ จอบส์ ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร?" ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับชาติว่า เป็นการปลูกฝังการบูชาตัวบุคคล หรือสร้างความเสียเปรียบให้เด็กต่างจังหวัดที่ไม่รู้จักผู้ก่อตั้งบริษัท Apple หรือไม่

บทสรุปของการทุจริตครั้งล่าสุดนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กโกงข้อสอบ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ลำพังแค่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด หรือการปฏิรูปอาจไม่ทันการณ์และไม่สามารถเอาชนะ "แรงกดดันมหาศาลทางเศรษฐกิจและสังคม"