วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

เสียงระเบิดสนั่นกรุงริยาด ‘ซาอุฯ’ ลั่นไซเรนครั้งแรก หลัง ‘ฮูตี’ ยกระดับถล่มแหล่งน้ำมัน-ปิดล้อมทางทะเล

เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องและมีสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังทั่วกรุงริยาด นับเป็นการแจ้งเตือนภัยครั้งแรกตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุฯ

KEY POINTS

  • เกิดเหตุระเบิดและเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนภัยครั้งแรกนับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเล
  • กลุ่มกบฏฮูตีประกาศว่าการโจมตีแหล่งน้ำมันและการปิดล้อมทางทะเล เป็นการตอบโต้ที่ซาอุดีอาระเบียปิดล้อมท่าเรือและสนามบินในเยเมน รวมถึงการโจมตีทางอากาศ
  • ความขัดแย้งที่บานปลายส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากซาอุฯ ต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงในการส่งออกน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ทางการซาอุดีอาระเบียประกาศยกเลิกการเตือนภัยแล้ว หลังเกิดเหตุระทึกขวัญเสียงระเบิดดังกึกก้องและมีสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังทั่วกรุงริยาดเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. ถึงเช้าวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น นับเป็นการแจ้งเตือนภัยครั้งแรกตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุฯ เมื่อเดือน ก.ค. ท่ามกลางความขัดแย้งบานปลายที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก

สำนักข่าว BBC รายงานว่า สำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของซาอุดีอาระเบียได้เปิดสัญญาณเตือนภัยในเมืองหลวงและอีกหลายภูมิภาค สอดคล้องกับรายงานของผู้สื่อข่าว Reuters และ AFP ที่ยืนยันว่าได้ยินเสียงระเบิดในกรุงริยาด ก่อนที่ทางการจะประกาศว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว พร้อมเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรวมตัวในที่ชุมชน

วิกฤติความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เข้ายึดครองเมืองม็อกกาและเกาะเปริม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังเอเชียและยุโรป

โฆษกกองทัพฮูตีแถลงว่า การปิดล้อมทางทะเลในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้ที่ซาอุฯ ปิดล้อมท่าเรือและสนามบินในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมน รวมทั้งเป็นการเอาคืนที่ซาอุฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ของฮูตีมากกว่า 450 ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์นี้กำลังสร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจุบันกองเรือของซาอุฯ ต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงในการส่งออกน้ำมัน หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายลง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มฮูตียังได้ใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีแหล่งน้ำมันหลายแห่งของซาอุฯ จนเกิดเพลิงไหม้และต้องระงับการผลิตชั่วคราว การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลในหลายประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบไม่กี่สัปดาห์ ซ้ำเติมต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงอยู่ก่อนแล้วจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำซาอุดีอาระเบีย ได้ร้องขอประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สหรัฐใช้มาตรการทางทหารต่อกลุ่มฮูตี อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะส่งกองทัพสหรัฐเข้าร่วมรบโดยตรง โดยเสนอให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรอง และการชี้เป้าหมายแทน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐกำลังหารืออย่างใกล้ชิดกับทางการซาอุฯ และรัฐบาลเยเมนเพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและภัยคุกคามจากการปิดกั้นช่องแคบบับเอลมันเดบ ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ต้องประชุมฉุกเฉินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่าต้องรักษาเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดงไว้ให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่อุปทานโลกพังทลาย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของวิกฤตินี้ยังคงไม่สิ้นสุด ตราบใดที่สงครามกลางเมืองในเยเมนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2014 ยังคงไม่ยุติ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 150,000 ราย และผลักดันให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยประชากรกว่า 22 ล้านคนยังคงรอคอยความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป