โรงกลั่นน้ำมันในทวีปยุโรปกำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนซัพพลายอย่างหนัก จนต้องยอมจ่ายค่าพรีเมียมในระดับที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์
KEY POINTS
- โรงกลั่นในยุโรปเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก หลังท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี ทำให้ต้องแย่งชิงหาแหล่งพลังงานทดแทน
- วิกฤตซัพพลายผลักดันให้โรงกลั่นยุโรปต้องยอมจ่ายค่าพรีเมียมน้ำมันดิบจากทะเลเหนือในราคาสูงเป็นประวัติการณ์เพื่อรักษาปริมาณการผลิต
- ราคาเชื้อเพลิงในภูมิภาคพุ่งสูง โดยเฉพาะราคาดีเซลที่ทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดัชนีอ้างอิงน้ำมันดิบ Dated Brent พุ่งเกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- ซาอุดี อารามโก เปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผู้ซื้อในเอเชียกว้านซื้อไปก่อน ซ้ำยังประกาศระงับการจัดส่งตามสัญญาระยะยาวให้ยุโรปในเดือนหน้า
โรงกลั่นน้ำมันในทวีปยุโรปกำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนซัพพลายอย่างหนัก จนต้องยอมจ่ายค่าพรีเมียมในระดับที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์สำหรับการจัดหาน้ำมัน สืบเนื่องมาจากการปิดระบบท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียหลังถูกโจมตี บีบให้ผู้ซื้อในภูมิภาคต้องดิ้นรนหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ท่ามกลางราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ต้นตอของความปั่นป่วนในตลาด เกิดจากการที่ท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียซึ่งเชื่อมไปยังทะเลแดงถูกโจมตี ส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ซาอุดี อารามโก ต้องแก้เกมด้วยการเร่งเพิ่มปริมาณการจัดส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทน
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าวทำให้ผู้ซื้อในภูมิภาคเอเชียสามารถกว้านซื้อน้ำมันซาอุฯ ไปได้หลายสิบล้านบาร์เรลตั้งแต่บริเวณปากช่องแคบในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้น้ำมันล็อตดังกล่าวอยู่ไกลจากเงื้อมมือของโรงกลั่นในยุโรปที่กำลังขาดแคลนอย่างหนัก ซ้ำร้าย เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา อารามโกยังได้แจ้งต่อลูกค้าในยุโรปว่าจะระงับการจัดส่งน้ำมันภายใต้สัญญาระยะยาวในเดือนหน้าทั้งหมดด้วย
ภาวะตื่นตระหนกจนกว้านซื้อเพื่อหาแหล่งซัพพลายทดแทน ได้ดันให้ราคาน้ำมันในตลาดจริงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีอ้างอิงน้ำมันดิบ Dated Brent พุ่งทะลุ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน เม.ย.
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นยุโรปต้องพยายามรักษากำลังการกลั่นให้อยู่ในระดับสูงเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาดีเซลในภูมิภาคพุ่งทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ การขนส่งน้ำมันดิบจากสหรัฐไปยังเอเชียที่มีต้นทุนสูงถึง 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งบีบให้โรงกลั่นส่วนใหญ่ต้องหันมาแย่งชิงน้ำมันในระดับภูมิภาคที่ใช้ระยะเวลาเดินทางสั้นกว่า
แรงกดดันจากการแย่งชิงซัพพลาย ทำให้ค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบในทะเลเหนือ ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงสำคัญของราคาโลก พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยว่า น้ำมันดิบ Johan Sverdrup จากนอร์เวย์ ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันของซาอุฯ มีการเสนอขายโดยมีค่าพรีเมียมที่บวกเพิ่มสูงถึง 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากราคาอ้างอิง Dated Brent ในสัปดาห์นี้ เมื่อเทียบกับวันที่ 8 ก.ย. ที่มีค่าพรีเมียมเพียง 0.60 ดอลลาร์
ไม่เพียงแค่นั้น น้ำมันดิบ Johan Castberg ของนอร์เวย์ก็ถูกเสนอขายด้วยค่าพรีเมียมที่สูงกว่า 30 ดอลลาร์ ขณะที่ CPC Blend ซึ่งปกติไม่ใช่สินค้าทดแทนโดยตรงของน้ำมันตะวันออกกลาง ก็ยังมีค่าพรีเมียมพุ่งขึ้นไปถึง 9 ดอลลาร์ จากที่เคยต่ำกว่า 1 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน
ตัวอย่างที่สะท้อนภาพการแห่ตุนซัพพลายได้ชัดเจนที่สุดคือ บริษัท Orlen ของโปแลนด์ ต้องออกประมูลมากกว่า 10 ครั้งนับตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. เพื่อหาแหล่งน้ำมันทางเลือก โดยซีอีโอของบริษัทยอมรับว่ามีชิปเมนต์ในเดือน ก.ย. ถึง 4 ล็อตที่จัดส่งมาไม่ถึง
ทั้งนี้ ภาพรวมซัพพลายน้ำมันโลกตึงตัวอย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงปลายฤดูร้อน จากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ การกว้านซื้อของจีนที่ดันราคาน้ำมันตะวันออกกลางให้พุ่งสูง และการระบายคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่ชะลอตัวลง โดยมีการโจมตีท่อส่งน้ำมัน East-West เป็นวิกฤติระลอกล่าสุดที่ซ้ำเติมตลาด
ระบบท่อส่งน้ำมัน East-West ซึ่งมีกำลังการขนส่งสูงสุดถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยพยุงซัพพลายน้ำมันโลกและช่วยลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซมาตั้งแต่ช่วงต้นของสงครามอิหร่าน โดยแหล่งข่าวระบุว่าซาอุดีอาระเบียกำลังเร่งฟื้นฟูกำลังการขนส่งของท่อสายนี้ให้ได้ระดับครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วันข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ค้ามองว่าสถานการณ์ในยุโรปปัจจุบันถือว่าเลวร้ายยิ่งกว่าช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่สงครามอิหร่านดันราคาพุ่งสูงขึ้นเสียอีก เนื่องจากปริมาณน้ำมันในตลาดมีจำกัดอย่างยิ่ง และผู้ขายมีอำนาจเบ็ดเสร็จจนไม่เหลือพื้นที่ให้ต่อรองราคา แม้ล่าสุดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent futures) จะปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.9% มาอยู่ที่ราว 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่วิกฤติพลังงานของกลุ่มโรงกลั่นยุโรปก็ยังคงมีแนวโน้มตึงตัวและเผชิญต้นทุนที่สูงลิ่วต่อไปตราบใดที่ซัพพลายหลักยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ





