วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทำไมคนเกาหลีใต้แห่กู้เงินเล่นหุ้น? เปิดเบื้องหลังเดิมพันหุ้น AI รายย่อยเจ๊งหนัก

คนรุ่นใหม่เกาหลีใต้แห่กู้เงินลงทุนในหุ้น AI ยอมใช้เลเวอเรจ 5 เท่า หวังพลิกชะตาสร้างตัวได้ ท่ามกลางราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูง แต่การ 'ปรับฐาน' ของตลาดล่าสุดกลับทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดทุนหนัก แบงก์ชาติต้องออกโรงเตือนความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยเลเวอเรจ

"ผมแทบหายใจไม่ออกจริงๆ" อี ซึงโฮ นักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงโซล กล่าวกับรอยเตอร์ส หลังพอร์ตลงทุนที่เคย "เติบโตหลายเท่า" จากเงินออม 20 ล้านวอน จนมีมูลค่าเกือบ 300 ล้านวอน (เกือบ 7 ล้านบาท) "หายวับ" ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

นักศึกษาวัยเพียงแค่ 24 ปีรายนี้ สร้างผลตอบแทนมหาศาลขนาดนี้ด้วยการใช้ "เงินกู้มาร์จิน" ผ่านแอปพลิเคชันซื้อขายหุ้น ซึ่งเพียงกดปุ่มไม่กี่ปุ่มบนหน้าจอมือถือก็สามารถปลดล็อกการลงทุนด้วยเลเวอเรจเป็น 5 เท่าได้ทันที

แต่เมื่อหุ้นเกาหลีใต้พลิกเข้าสู่ช่วง "ปรับฐาน" ท่ามกลางการเทขายหุ้น AI ครั้งใหญ่ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา โบรกเกอร์ก็ทยอยบังคับขายหลักทรัพย์ (Forced Liquidation) จนกำไรทั้งหมดหายไป และมูลค่าพอร์ตลดลงต่ำกว่าเงินลงทุนตั้งต้น

เดิมพันหุ้นหวังสร้างตัว

แต่แม้จะเพิ่งเผชิญความเสียหายครั้งใหญ่ นักศึกษารายนี้ยังคงยืนยันว่าจะกลับใช้เงินกู้เล่นหุ้นอีกครั้งทันทีที่มีเงินทุนมากพอ เพราะสำหรับเขาแล้ว การใช้เลเวอเรจยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างตัว

"หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง ถ้าเป็นช่วงขาขึ้นก็จะทำเงินได้เร็ว" อี ซึงโฮ กล่าว "ถ้าผมใช้เลเวอเรจ 5 เท่า ผมก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้เร็วกว่าคนอื่น 5 เท่า"

เป้าหมายของอีไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือ การมีได้มีอพาร์ตเมนต์สักห้องในกรุงโซลก่อนแต่งงาน และสร้างครอบครัวได้

เรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้สะท้อน "ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีใต้" เมื่อคนหนุ่มสาวจำนวนมากหันมาใช้เงินกู้และผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบเลเวอเรจ เพื่อหวังสร้างตัวสร้างความมั่งคั่งในตลาดหุ้น

เบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าว คือ "ราคาที่อยู่อาศัยในกรุงโซล" ที่เพิ่มขึ้นจนเฉลี่ยสูงเทียบเท่า "รายได้ 14 ปี" ทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองแทบไม่มีโอกาสสร้างตัวได้เลยในชีวิตนี้หากใช้ความมั่งคั่งช่องทางการลงทุนหรือเก็บเงินแบบดั้งเดิม ส่งผลให้การลงทุนด้วยเลเวอเรจถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกชีวิตสร้างตัวได้

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อดังกล่าวกำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่ หลังหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเคยนำตลาด และทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีผลประกอบการดีที่สุดในโลกในปีนี้ ปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดปรับฐาน รายย่อยเจ๊งหนักสุด

หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คือ ผู้ถือกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัวของ Samsung Electronics และ SK Hynix สองบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ในเกาหลีใต้

นับตั้งแต่กองทุนประเภทดังกล่าวเปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 27 พ.ค.69 "นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้" เข้าซื้อสุทธิรวมแล้วประมาณ 14 ล้านล้านวอน (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเพียงแค่ประมาณ 2 ล้านล้านวอน เท่านั้น จากข้อมูลของ KB Financial Group

แต่ภายหลังจากที่ตลาดปรับฐาน กองทุน KODEX SK Hynix Single Stock Leverage ETF ซึ่งถูกออกแบบให้สร้างผลตอบแทนเป็นสองเท่าของการเคลื่อนไหวรายวันของหุ้น SK Hynix ได้ร่วงลงไปแล้วประมาณ 70% จากระดับสูงสุดในเดือนมิ.ย. และลดลงไปราว 50% จากวันแรกที่เริ่มการซื้อขาย

สถานการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้เว็บบอร์ดซื้อขายหุ้นของเกาหลีใต้ในช่วงนี้ เต็มไปด้วยข้อความจากนักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน และแห่โอดครวญในโลกออนไลน์

"ผมอยากย้อนเวลากลับไปก่อนเริ่มเล่นหุ้น ช่วยคืนเงินผมมาด้วย" นักลงทุนรายหนึ่งเขียน

แม้นักวิเคราะห์จำนวนมากยังคงเชื่อว่าพื้นฐานระยะยาวของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยังแข็งแกร่ง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึง "ความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจ" ในช่วงที่ตลาดผันผวน

จอง อิน ยุน ผู้ก่อตั้งบริษัท Fibonacci Asset Management กล่าวว่า นักลงทุนที่แบกรับผลขาดทุนส่วนใหญ่ คือ นักลงทุนรายย่อยในประเทศ

ผู้ซื้อกองทุนเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่นักลงทุนมือใหม่ที่ไล่ตามกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ยังรวมถึงนักลงทุนวัย 40-50 ปีจำนวนมาก ซึ่งเริ่มคุ้นเคยกับการใช้เลเวอเรจ และการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น

ข้อมูลของสมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลีใต้ ระบุว่า ยอดคงค้างของเงินกู้มาร์จินในตลาดหุ้น "แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์" ที่ 38.63 ล้านล้านวอน (ราว 8.8 แสนล้านบาท) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 34.37 ล้านล้านวอน ณ วันที่ 15 ก.ค.69

แบงก์ชาติจับตาหวั่นกระทบเสถียรภาพ

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BoK) ตรวจสอบยอดคงค้างดังกล่าวรวมการกู้ยืมในรูปแบบอื่นๆ พบว่า หนี้ของนักลงทุนรวมทั้งหมดทะลุ 60 ล้านล้านวอน (ราว 1.37 ล้านล้านบาท) "เป็นครั้งแรก" เมื่อสิ้นเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา

ในรายงานเสถียรภาพระบบการเงินที่เผยแพร่ล่าสุด ธนาคารกลางเกาหลีใต้เตือนว่า การกู้ยืมมาลงทุน และเลเวอเรจที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้สถานการณ์ขาดทุนของนักลงทุนยิ่งทวีความรุนแรง และเพิ่มความผันผวนของตลาดในช่วงที่ราคาหุ้นกำลังปรับฐาน

BoK ระบุว่า ยอดสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่นักลงทุนกู้ยืมจากบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 39.4 ล้านล้านวอน ณ สิ้นเดือนพ.ค. หรือเพิ่มขึ้น "มากกว่าสองเท่า" จาก 19.2 ล้านล้านวอนในปีก่อน ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ETF แบบเลเวอเรจก็เพิ่มขึ้นจาก 9.5 ล้านล้านวอน เป็น 35.4 ล้านล้านวอนในช่วงเวลาเดียวกัน

ชาง ชองซู รองผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาดหุ้นของประเทศเศรษฐกิจหลักๆ ส่งผลให้การลงทุนด้วยเงินกู้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

"หากการลงทุนแบบเลเวอเรจขยายตัวมากเกินไป ก็มีความเสี่ยงที่การถูกบังคับขายหุ้นในช่วงที่ราคาปรับลดลง จะยิ่งซ้ำเติมความผันผวนของตลาด และนำไปสู่ความเสียหายของนักลงทุนในวงกว้าง ซึ่งเรากำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด"

ในมุมมองของแบงก์ชาติเกาหลีใต้นั้น แม้การสะสมหนี้ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นภัยต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม แต่การใช้เลเวอเรจอาจขยายความผันผวนให้รุนแรงขึ้นในช่วงตลาดปรับฐาน โดยเฉพาะหากความกลัวตกขบวน (FOMO) กระตุ้นให้นักลงทุนแห่กู้เงินมาไล่ซื้อหุ้น

Oxford Economics ก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดยปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ลงสู่ระดับ "Neutral" พร้อมเตือนว่าการลงทุนด้วยเลเวอเรจกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทหลักทรัพย์อาจระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้แก่นักลงทุนรายย่อย

ความกังวลดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มออกมาตรการควบคุม โดยประกาศเพิ่มการวางเงินสดขั้นต่ำสำหรับการซื้อขายกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัว จากเดิมประมาณ 3 ล้านวอน เป็น 30 ล้านวอน พร้อมระงับการอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสกัดการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป

ด้านฮวัง กอนอิล กรรมการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า ธนาคารกลางกำลังจับตาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด ทั้งจากหนี้ครัวเรือน การลงทุนด้วยเลเวอเรจ และราคาที่อยู่อาศัยในกรุงโซลที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

เขายังเตือนด้วยว่า "ความเหลื่อมล้ำ" ที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในอนาคต

อานิสงส์หุ้นเอไอกระจุกตัว

เดอะการ์เดียน รายงานว่า เกาหลีใต้เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำมาอย่างยาวนาน โดยเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราความยากจนของผู้สูงอายุสูงที่สุด ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัย และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อครัวเรือนจำนวนมาก

ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากรู้สึกว่ามาตรฐานการครองชีพของตนแย่ลงมากกว่าดีขึ้น แม้ความมั่งคั่งในบางภาคส่วนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากก็ตาม การจ้างงานในภาคการผลิตหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนติดต่อกันเกือบ 2 ปี ธุรกิจขนาดเล็กเกือบ 1 ล้านแห่งปิดกิจการในปี 2568 โดยเจ้าของจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโต ขณะที่ช่องว่างรายได้ระหว่างครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดกับยากจนที่สุดขยายตัว แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

“ทุกคนพูดถึงช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้น แต่คนเกาหลีส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น” คยูซอก โช นักศึกษาด้านสารสนเทศ กล่าว “ค่าครองชีพแพงขึ้นเรื่อยๆ และหางานยากขึ้น”

หากไม่นับรวมผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ 2 ราย ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของดัชนี Kospi เศรษฐกิจส่วนที่เหลือของประเทศแทบไม่เติบโตเลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างอี ซึงโฮ ความเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่ทำให้เขาเปลี่ยนใจ เขาเปรียบการลงทุนด้วยเลเวอเรจว่าไม่ต่างอะไรจากการเล่นโป๊กเกอร์

"ถ้าคุณทุ่มหมดหน้าตักทุกครั้ง สุดท้ายคุณก็ต้องแพ้" นศ.หนุ่มกล่าว "แต่ถ้าคุณมีวินัย และเลือกใช้เงินเฉพาะในจังหวะที่ความน่าจะเป็นเข้าข้างคุณ ก็เป็นเรื่องยากที่จะถูกล้างพอร์ตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการตัดสินใจเแค่ครั้งเดียว"

 

 

ที่มา: Reuters, CNBC

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์