วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2569

Login
Login

รถ 'EV จีน' ทำถนนพัง รัฐจ่อรื้อระบบเก็บภาษีใหม่ตามระยะทาง

บลูมเบิร์ก รายงานว่า กระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศจีนกำลังเดินหน้าไปสู่จุดที่สร้างความกังวลครั้งใหม่ เมื่อรถ EV เจเนอเรชันล่าสุดเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยบางรุ่นมีความยาวกว่า 5 เมตร และหนักเฉียด 3 ตัน 

น้ำหนักที่มหาศาลนี้กำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อ “พื้นผิวถนน”  ทั่วประเทศ ในขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญภาวะถังแตก เพราะไม่สามารถเก็บภาษีน้ำมันมาซ่อมแซมถนนได้เหมือนเก่า

เทรนด์รถ EV ยักษ์ครองเมือง

ชเว ดงซู  เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในจีนถึง 6 ใน 10 รุ่น มีความยาวเกินกว่า 5 เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับความยาวของรถ SUV ไซซ์ใหญ่ฝั่งอเมริกาอย่าง Ford Explorer 

ในทางกลับกัน รถยนต์ขนาดกะทัดรัด ที่มีความยาวต่ำกว่า 4.5 เมตร กลับมีสัดส่วนในตลาดเหลือเพียง 2% เท่านั้น ดิ่งลงอย่างน่าใจหายเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 13%

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ รถ SUV เรือธงรุ่นใหม่ของค่าย BYD อย่าง “Great Tang” รถยนต์ 7 ที่นั่งที่มีความยาวถึง 5.3 เมตร และมีน้ำหนักตัวถังเปล่าสูงถึง 2,970 กิโลกรัม  แต่กลับทำราคาเริ่มต้นเพียง 239,900 หยวน  

จู ยู่หลง  ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Zhineng Auto ในเซี่ยงไฮ้ วิเคราะห์ว่า “เมื่อไม่มีการลงโทษทางภาษีเหมือนรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และการกินน้ำมันสูง รถ EV จึงพองโตขึ้นตามธรรมชาติ”  

ท้องถิ่นจีนเก็บ ‘ภาษีซ่อมถนน’ ได้น้อยลง

ความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าคันใหญ่ และน้ำหนักมากนี้ กำลังสร้างความยุ่งยากทางการคลังอย่างสาหัสให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นของจีน โดยปกติแล้ว รัฐบาลกลางในปักกิ่งจะจัดเก็บ "ภาษีน้ำมัน" จากรถเครื่องยนต์สันดาป เพื่อนำมาจัดสรรให้หน่วยงานท้องถิ่นใช้ในการบำรุงรักษาพื้นผิวถนน

 แต่เมื่อสัดส่วนของรถ EV บนท้องถนนเพิ่มขึ้น รายได้จากภาษีน้ำมันจึงลดลง สวนทางกับสภาพถนนที่พังยับเยินเร็วกว่าเดิมจากน้ำหนักของรถไฟฟ้า

ผลการศึกษาจากหน่วยงานวิจัยของกระทรวงคมนาคมจีน ระบุว่า ปัจจุบันจีนกำลังเผชิญกับ ภาวะขาดแคลนงบประมาณในการบำรุงรักษาถนนทั่วไปสูงถึง 50% ต่อปี 

ผลศึกษาในปี 2023 ประเมินว่าช่องว่างของงบประมาณที่ขาดแคลนนั้นสูงถึงประมาณ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

วิกฤติการเงินนี้ส่งผลให้ถนนท้องถิ่นราว 40% ตกอยู่ในสภาพแย่ ซึ่งในรายงานเขียนว่า “มีรายชื่อต้องซ่อมแซมแต่ไม่มีเงินทุน และจำเป็นต้องได้รับดูแลอย่างเร่งด่วนแต่ไร้งบประมาณ”

จีนสั่งเบรก ‘รถไซซ์ใหญ่’  

เมื่อเผชิญกับภาวะถังแตก รัฐบาลจีนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเดินหน้ายกเลิกมาตรการอุ้มรถ EV ครั้งใหญ่ โดยมาตรการล่าสุดมี 3  ส่วนด้วยกัน

  • หั่นภาษีการขาย 

สิทธิลดหย่อนภาษีการขายสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ลากยาวมานานนับทศวรรษ ถูกตัดครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 5% และจำกัดวงเงินลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15,000 หยวน

  • ยกเลิกยกเว้นภาษีประจำปี

กระทรวงการคลังประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีรถยนต์ และเรือประจำปีสำหรับรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอินไฮบริด และรถ EV แบบขยายระยะทาง ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ทำให้เกิดกระแสรถยนต์ไซซ์ยักษ์

  • บังคับมาตรฐานพลังงาน

รัฐบาลออกกฎเกณฑ์ควบคุมการใช้พลังงานที่เข้มงวด เพื่อลงโทษรถยนต์น้ำหนักเกิน บีบให้ผู้ผลิตต้องหันไปใช้วัสดุน้ำหนักเบา และเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ แทนที่จะใช้วิธีง่ายๆ อย่างการอัดแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ และใส่สิ่งอำนวยความสะดวกเกินความจำเป็น เช่น ตู้เย็น หรือจอความบันเทิงรอบคัน

แม้แต่สื่อจีนอย่าง People’s Daily ยังออกโรงเตือนว่า การหลับหูหลับตาขยายขนาดรถจนเบาะแถวสามกลายเป็นแค่ลูกเล่นไร้ประโยชน์ ถือเป็นเรื่องที่ขัดกับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และเรียกร้องให้การดีไซน์รถ “กลับคืนสู่ความสมเหตุสมผล” 

ขณะที่สารคดีของ CCTV.com ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าเทรนด์นี้คือ “ภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยวของกลยุทธ์การแข่งขันระยะสั้น” และเป็นความถดถอยของนวัตกรรม

รัฐจ่อเก็บภาษีใหม่ ตามระยะทางวิ่ง 

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว จีนกำลังพิจารณารื้อระบบจัดหาเงินทุนสำหรับดูแลถนนใหม่ทั้งหมด  

มณฑลไห่หนานได้เริ่มโครงการนำร่องใช้ระบบนำทางผ่านดาวเทียมเพื่อติดตามรถยนต์เป้าหมาย เพื่อวางรากฐานในการจัดเก็บ "ภาษีตามระยะทางวิ่งจริง (Mileage Tax)" ซึ่งจะเป็นการปิดฉากยุคของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าฟรีโดยไม่ต้องเสียภาษีบำรุงรักษาถนนอย่างถาวร

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ชเว จาก CPCA ที่กล่าวว่า “การจัดระเบียบ และคุมเข้มภาษีทั่วกระดานถือเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นจะเป็นการชี้นำตลาดรถยนต์ของเราให้พัฒนาไปอย่างสมดุล และแข็งแกร่ง”

ทั่วโลกเริ่มเก็บภาษี EV แล้ว

 จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญปัญหานี้ หลายประเทศทั่วโลกเริ่มปรับตัวแล้ว เช่นกัน

ในไอซ์แลนด์ ได้มีการบังคับให้คนขับรถทุกคนต้องแจ้งตัวเลขระยะทางบนหน้าปัดอย่างน้อยปีละครั้ง และจ่ายภาษีประมาณ 6 เซนต์ต่อไมล์

ส่วนในนิวซีแลนด์ ระบุว่าเจ้าของรถ EV ต้องซื้อใบอนุญาตผู้ใช้ถนน   ในราคาประมาณ 44 ดอลลาร์ต่อ 1,000 กิโลเมตร (621 ไมล์)

วิกฤติรถ EV ไซซ์ยักษ์ทำถนนพังในจีน จึงเป็นบทเรียนสำคัญของโลกว่า ในขณะที่นวัตกรรมยานยนต์กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐาน และระบบภาษีของรัฐบาลก็จำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน ไม่เช่นนั้น ความสะดวกสบายบนท้องถนนของคนขับ EV อาจต้องแลกมาด้วยความพังทลายของเส้นทางคมนาคมทั้งประเทศ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์